การบ่นถึงภาวะรถติดในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ล้วนได้ยินผ่านหูมานานเกินกว่าสิบปี
ถึงจะมีปัญหาบางส่วนคลี่คลายลงด้วยรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการในบางเส้นทางแล้ว แต่ปัญหาการจราจรก็ยังคงอยู่คู่เมืองไทยไปอีกหลายปี
ในเมื่อเป็นภาวะจำยอมที่ยังแก้ไขจัดการไม่ได้ เราจะอยู่กับปัญหานี้ได้อย่างไร “ไอทีไร้พรมแดน” ฉบับที่แล้วก็ได้เปิดประเด็นไว้ถึงการใช้เวลาอยู่บนรถให้คุ้มค่า เพราะจะหาช่วงเวลาที่เงียบสงบเหมือนอยู่บนที่จอดอยู่บนถนนท่ามกลางการจราจรติดขัดได้ก็คงไม่ง่ายนัก
ช่วงเวลาที่มีสมาธิที่สุดเช่นนี้จึงเหมาะกับการใช้สมองเพื่อวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ หรือเตรียมประเด็นในการประชุมรวมถึงการพบปะสนทนากับผู้อื่น ซึ่งการเตรียมพร้อมจะช่วยให้การทำงานลุล่วงไปได้ง่ายขึ้น และการประชุมก็มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การวางแผนก่อนเริ่มประชุมบนรถ ทำให้เรามองภาพปัญหาออกเป็นส่วนๆ และรู้ว่าจะจัดการกับปัญหาต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างไร พอลงจากรถก็สามารถดำเนินการต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ทันที เพราะเรารู้แล้วว่าต้องคุยกับซัพพลายเออร์รายใด และต้องให้ใครเป็นคนจัดการ
แต่ทั้งนี้ ก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่ต้องหาคนแบ่งเบาภาระ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนในทุกวันนี้เป็นความกดดันใหญ่หลวงที่หลายๆ คนอาจมองไม่เห็น เพราะเรามองปัญหาเหมือนถุงข้าวที่ไม่หนักหนาสักเท่าไร แต่เวลาผ่านไปจากน้ำหนักไม่กี่กิโลกรัมอาจกลายเป็น 1 ตันได้โดยไม่รู้ตัว
การจะโยนน้ำหนัก 1 ตันใส่ใครก็หาคนรับต่อไม่ได้แน่ๆ แต่หากแบ่งเบาเป็นน้ำหนัก 100 กิโลกรัมแต่มีคนช่วยแบ่งเบาอีก 10 คนก็ดูจะเป็นไปได้ง่ายขึ้นมากเพราะเท่ากับว่าแต่ละคนรับภาระกันคนละ 100 กิโลกรัมเท่านั้น ยิ่งมีคนช่วยมาก น้ำหนักรับผิดชอบก็ยิ่งลดลงไปมาก
ผู้บริหารนอกจากต้องใช้เวลาวางแผนได้อย่างคุ้มค่าแล้วจึงต้องรู้จักที่จะถ่ายทอดแบ่งเบาหน้าที่รับผิดชอบ กระจายภาระความกดดันให้กับทีมงาน และต้องให้อำนาจเขาในการวางแผนเพื่อทำให้งานลุล่วงตามแผนที่วางไว้ด้วย
และเมื่อแต่ละทีมทำผลงานได้ตามเป้า ก็เหมือนปัญหาลุล่วงไปทั้งหมด จากส่วนเล็กๆ เมื่อรวมกันก็กลายเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ก็ต้องพิจารณาถึงความดีความชอบและตอบแทนทีมงานด้วยรางวัลเผื่อขวัญและกำลังใจในอนาคต
การใช้เวลาบนท้องถนนยังทำให้เราได้เห็นอะไรอีกมากมาย โดยเฉพาะจุดหมายและเส้นทางที่เราเลือกจะใช้เดินทาง การจะไปเยาวราชผ่านถนนพระรามสี่ในชั่วโมงเร่งด่วน เราอาจเจอการจราจรที่เป็นอัมพาตจนไม่สามารถขยับไปไหนได้ ซึ่งการด่วนสรุปว่าเราคงไปเยาวราชไม่ได้แล้วคงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนัก
เพราะนอกเหนือจากเส้นทางหลักที่เราจะใช้คือถนนพระรามสี่แล้วยังมีทางอ้อมเพื่อจะไปถึงเยาวราชอีกหลายเส้นทาง ถึงจะต้องใช้น้ำมันมากขึ้นเพื่อขับรถอ้อมไปแต่ก็อาจช่วยให้เราไปถึงจุดหมายได้ทันเวลา
ขอเพียงให้คิดหาเส้นทางอื่นเอาไว้เท่านั้น
การคิดเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายจึงต้องคิดในมิติและมุมมองอื่นๆ เพราะบ่อยครั้งที่ผู้บริหารมองข้ามปัญหาง่ายๆ ไปเพราะเคยชินกับวิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ แม้ว่ามีทางใหม่ที่อาจไม่ได้แก้ปัญหาของเราโดยตรง 100% แต่ก็ช่วยให้เราบรรลุสิ่งที่ต้องการได้ก็ควรขบคิดถึงแนวทางใหม่ๆ เพิ่มเติมดูบ้าง
ที่สำคัญคืออย่าปฏิเสธทางเลือกต่างๆ ตั้งแต่เจอปัญหาครั้งแรกเหมือนกับเจอรถติดบนถนนพระรามสี่แล้วเราก็คิดว่าคงไปเยาวราชไม่ได้นั่นเอง เพราะในเมื่อปัญหามีหลายมุมมองและมีหลายมิติ วิธีการแก้ปัญหาก็ต้องคิดในหลายๆ มุมมองเช่นกัน
การจะไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ ไม่ได้มีแค่ตัวแปรแบบเดิมๆ เหมือนที่เราคุ้นเคย แต่มีตัวแปรอื่นๆ และทางเลือกใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน แม้จะไม่ได้มีประสิทธิภาพเต็ม 100% เหมือนวิธีเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย แต่การรับมือกับความผันผวนในทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าการมองหาวิธีที่สมบูรณ์แบบเต็มร้อยนั้นคงจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว








