วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อันตรายของร่างแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารฯ

แม้ทีมโฆษก คสช.อย่าง พ.อ.วินธัย สุวารี รวมถึง ผบ.ทบ. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ได้ออกมาชี้แจง

       กรณีองค์กรสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์คัดค้านการแก้ไขมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา

       โดยระบุว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนเข้าใจผิดที่อ้างว่าการแก้ไขมาตรา 46 ดังกล่าวจะทำให้ผู้บังคับบัญชาของทหารมีอำนาจสั่งขังพลเรือนได้โดยไม่มีองค์ตุลาการคอยตรวจสอบ และขังได้นานที่สุดถึง 84 วัน (ตามอำนาจการควบคุมตัวที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ ป.วิอาญา ซึ่งปัจจุบันรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เป็นอำนาจของศาล) ก็ตาม

       "กลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ กฎหมายนี้จะมีผลบังคับเฉพาะทหาร หรือบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารเท่านั้น และเป็นการให้อำนาจกับผู้บังคับบัญชาทหารเฉพาะเหตุจำเป็นหรือมีเหตุสุดวิสัย เช่น กรณีเรือรบไปปฏิบัติราชการในต่างประเทศ หรือเหตุแห่งคดีเกิดขึ้นในพื้นที่บริเวณชายแดนที่หน่วยทหารยังติดพันการรบ ซึ่งการที่ผู้บังคับหน่วยทหารจะไปร้องขอให้ศาลสั่งขังยังไม่สามารถกระทำได้ หากไม่ดำเนินการใดจะเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมในองค์กรทหาร"

       เป็นคำชี้แจงจากโฆษก คสช. แต่ดูเหมือนยังไม่อาจสร้างความกระจ่างให้กับกลุ่มที่ออกมาตั้งคำถามได้!

       เรื่องนี้พูดให้เข้าใจด้วยภาษาง่ายๆ ก็คือ ในปัจจุบันเมื่อมีการประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร หลังจาก คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อ 22 พ.ค.2557 คสช.ได้ออกประกาศฉบับที่ 37/2557 กำหนดให้บรรดาคดีความผิดตามที่กำหนดตามประกาศ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารด้วย ได้แก่

       1.ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เฉพาะความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา 107 ถึง 112

      2.ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา 113 ถึงมาตรา 118 ทั้งนี้ ยกเว้นความผิดซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

      และ 3.ความผิดตามประกาศหรือคำสั่ง คสช.

       ด้วยเหตุนี้ บรรดาองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนจึงเห็นว่า ผลจากประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 ทำให้ประชาชนซึ่งเป็นพลเรือนต้องถูกดำเนินคดีต่อศาลทหารในคดีบางประเภท ทั้งที่ไม่มีจุดเกาะเกี่ยวใดๆ กับเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งเดิมอยู่ในอำนาจศาลพลเรือน และการควบคุมตัวบุคคลยังคงต้องเป็นไปตาม ป.วิอาญา กล่าวคือ ต้องนำตัวผู้ต้องหามาฝากขังต่อศาลภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่ถูกจับกุม และต้องขอฝากขังต่อศาลทุก 12 วัน (ผัดฟ้องฝากขังสูงสุดได้ 7 ผลัด 84 วัน)

       ฉะนั้นแม้ว่าร่างแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารฯ มาตรา 46 ที่กำหนดให้อำนาจผู้บังคับบัญชาทหารสูงสุด ณ ที่นั้น (พื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก) สั่งขังผู้ต้องหาตาม ป.วิอาญา ได้ หากมี "เหตุสุดวิสัย" หรือ "เหตุจำเป็นอย่างอื่น" ทำให้ไม่อาจร้องขอต่อศาลได้ โดยฝ่ายทหารประสานเสียงว่าเป็นการบังคับใช้เฉพาะกับทหารเท่านั้น

       แต่เมื่อย้อนดูอำนาจของศาลทหารในเวลาไม่ปกติ ซึ่งหมายถึงห้วงเวลาที่ประกาศกฎอัยการศึก กฎหมายก็เปิดให้ผู้มีอำนาจสามารถประกาศนำความผิดฐานใดตามกฎหมายอื่นใดไปอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารก็ได้ นั่นก็เท่ากับว่าความผิดใดๆ ก็ตามมีสิทธิอยู่ในอำนาจศาลทหาร และพลเรือนผู้กระทำผิดตามฐานความผิดนั้น ก็ย่อมมีโอกาสขึ้นศาลทหารเช่นกัน

       นี่คือความน่ากลัวของร่างแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารฯ มาตรา 46 ซึ่งแม้ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.จะออกมาการันตีว่ากฎหมายใหม่ให้อำนาจมากมายจริง แต่ คสช.เลือกใช้อย่างมีขอบเขตก็ตาม

       แต่ คสช.ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า การเขียนกฎหมายแบบนี้จึงเป็นอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน!