คำนี้อาจารย์ปณิธาน วัฒนายากร ในฐานะที่ปรึกษารองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ใช้เพื่ออธิบายถึงความสลับซับซ้อน
ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมหาอำนาจทั้งในเอเชียและระดับโลก
เป็นประเด็นที่เกิดจากความขุ่นมัวของความสัมพันธ์ของรัฐบาลไทยกับสหรัฐในยามนี้
ดร.ปณิธาน ตั้งข้อสังเกตว่าผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ แดเนียล รัสเซล ไม่ได้พูดถึงประเด็นที่ควรจะพูดถ้าหากจะแสดงถึงความเป็นมิตรอันยาวนาน
ผมฟังวิทยุจุฬาฯวันก่อน ได้ยินท่านแสดงความเห็นตอนหนึ่งว่า
“เขาพูดแสดงความกังวลเรื่องประชาธิปไตยในไทย เราเข้าใจ แต่ว่าเรามีข้อสังเกตว่าเวลาเขาเดินทางไปอีกหลายประเทศทำไมไม่เห็นพูดเรื่องนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเราหรือประเทศในตะวันออกกลาง แสดงว่าเขามีหลายมาตรฐาน อีกประเด็นหนึ่งเขาต้องเข้าใจว่าคดีถอดถอนอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ นั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ถ้าหากรัฐบาลปัจจุบันไปสั่งระงับยับยั้ง ก็จะเป็นการแทรกแซงอีกรูปแบบหนึ่ง จึงต้องปล่อยให้คดีเดินไปตามกลไกใหม่ที่มีอยู่ แต่ต้องระมัดระวังอย่างที่เขาพูดคือไม่ให้มีการกลั่นแกล้งหรือเกิดความไม่เป็นธรรม”
อาจารย์ปณิธาน อ้างอีกเหตุผลหนึ่งที่ “แปลกมากเลย” ก็คือสหรัฐ ซึ่งมักอ้างเสียงประชาชนและการสำรวจความเห็นประชาชน แต่ไม่ยอมรับฟังการสำรวจประชาชนคนไทยหลายครั้งจากหลายสำนักว่า คนส่วนใหญ่ก็ยังอยากให้รัฐบาลรักษาความเข้มข้นในการรักษาความสงบ ไม่ต้องการเห็นความยุ่งยากวุ่นวายทางการเมือง
พูดถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐ ย้อนไปตั้งแต่หลังสงครามเย็น สหรัฐแพ้สงครามเวียดนาม ถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้ รัฐบาลไทยขณะนั้นภายใต้การนำของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ริเริ่มให้สหรัฐถอนทหารออกจากไทย หลีกเลี่ยงทฤษฎี Domino Theory นำไปสู่ “ความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐที่รอบด้านและซับซ้อนมากขึ้น” ด้วยการจับมือกับจีน
หลังจากนั้นทุกรัฐบาลไทยก็จะปรับความสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ ในลักษณะที่มี “ความสลับซับซ้อน” มากขึ้น เช่นการคบหาจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งก็ไม่เท่ากันไม่ว่าจะเป็นการค้า, การเมือง, เศรษฐกิจ และความมั่นคง
ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่ลงทุนด้านอุตสาหกรรมในประเทศไทยสูงสุด ขณะที่จีนเข้ามาในไทยรูปแบบต่าง ๆ ทั้งด้านเกษตรและอุตสาหกรรมรวมถึงนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากกว่าประเทศอื่น
ไทยกับสหรัฐคบหากันมา 182 ปี มีความแนบแน่นทุกด้าน มีสนธิสัญญาต่อกันในหลาย ๆ กรณี บางครั้งเราถลำลึก บางครั้งเราเย็นชา แต่ในท้ายที่สุดก็ต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ “สลับซับซ้อน” เพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของดุลแห่งอำนาจในเวทีสากล
ไทยกับจีนเคยยืนอยู่คนละข้างของอุดมการณ์ทางการเมือง จีนปรับเปลี่ยนแนวทางการเมืองและมีความสัมพันธ์กับสหรัฐในลักษณะที่ “ซับซ้อน” เช่นกัน มีทั้งด้านที่ขัดแย้งกันและมีทั้งที่ต้องพึ่งพากัน จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับไทยที่จะต้องไม่พลาดพลั้งในการประเมินสถานการณ์เพื่อเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อไทยเราหลาย ๆ ด้านพร้อม ๆ กัน
บทบาทของจีน สหรัฐ และญี่ปุ่นในไทย ไม่อาจทดแทนซึ่งกันและกัน เพราะต่างก็มีลักษณะที่แตกต่างกัน ไทยจึงต้องคบหาทุกประเทศเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติในทุก ๆ ด้าน
ที่สำคัญไม่น้อยกว่าก็คือ การสร้างความสัมพันธ์ในระดับที่ถูกต้องและเหมาะสมกับประเทศในยุโรป, รัสเซีย, ออสเตรเลีย และอินเดีย ทั้งในรูปแบบทวิภาคีและการทำผ่านอาเซียนในฐานะเป็นเครือข่ายของความสัมพันธ์แห่งยุคดิจิทัลนี้อีกด้วย
อันตรายของการมองเรื่องสลับซับซ้อนจากมิติเดียวคือ การก่อให้เกิดการถกแถลงในประเทศที่คับแคบและมีอคติ ทำให้เรามองประเมินผิดพลาด และมีผลเสียต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ยิ่งวันยิ่งมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทย
อย่านับต้นไม้ทีละต้นจนมองไม่เห็นป่า
ขณะเดียวกันเข้าป่าแล้วต้องไม่ลืมพินิจต้นไม้แต่ละต้นด้วย








