วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โค้งอันตรายทีวีดิจิทัลปี2(2): ม.31-32 บังคับไม่ให้"แหกโค้ง"

ไม่อยากจะไปรื้อฟื้นว่าเกิดอะไรบางอย่าง "ผิดปกติ" ขึ้นในที่ประชุมคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย

ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่ประชุมถกเถียงกันยาวนานกว่าจะออกมาเป็นมติ ให้ใช้หลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัลอย่างต่อเนื่องหลังประมูลด้วย ถือเป็นฝีมืออันยอดเยี่ยมของโชเฟอร์ในการเลี้ยวกะทันหันไม่แหกโค้ง พ้นโค้งอันตรายของทีวีดิจิทัลปี 2 ไปได้อย่างหวุดหวิด

สืบเนื่องจากสำนักกฎหมายกระจายเสียงและโทรทัศน์ของกสท. ได้สรุปในเอกสารก่อนประชุมของคณะอนุกรรมการฯว่ากสทช. ไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นของบริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ 1998 จำกัด (มหาชน) หรือ SLC ที่เข้าซื้อหุ้นบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ NMG และยังอ้างว่าไม่ได้กำหนดไว้ในเอกสารประมูลทีวีดิจิทัลให้ผู้รับใบอนุญาตให้ใช้ความถี่หรือผู้ชนะประมูล จะต้องคงคุณสมบัติต่อไปหลังประมูลของการไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันของผู้รับอนุญาตใช้คลื่นความถี่ในหมวดหมู่เดียวกัน

ขอขอบคุณประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ของกสทช.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณที่เป็นปรมาจารย์ด้านกฎหมาย มีความเห็นในแนวทางให้ยึดหลักเกณฑ์ประมูลทีวีดิจิทัลต่อเนื่องหลังประมูลด้วย เพื่อให้ยังเป็นไปตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ส่วนที่ 4 การป้องกันการผูกขาด

มาตรา 31 เพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ครอบงำกิจการในลักษณะที่เป็นการจำกัดโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่มาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายหรือกระทำการอันเป็นการผูกขาดการประกอบกิจการสื่อมวลชนหลายประเภทในเวลาเดียวกัน ห้ามผู้รับใบอนุญาตถือครองธุรกิจในกิจการประเภทเดียวกัน หรือครองสิทธิข้ามสื่อในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่เกินสัดส่วนที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตฝ่าฝืนประกาศของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตแก้ไขการฝ่าฝืนนั้นภายในเก้าสิบวัน เพื่อให้การถือครองธุรกิจเป็นไปตามประกาศดังกล่าว

มาตรา 32 เพื่อส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม และป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ให้การประกอบกิจการของผู้รับใบอนุญาตอยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าและมาตรการเฉพาะที่คณะกรรมการกำหนดตามลักษณะการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์

การกระทำอันเป็นการผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ให้หมายความรวมถึงการถือครองธุรกิจในกิจการที่เกี่ยวเนื่องหรือการใช้วัสดุหรืออุปกรณ์ที่ติดตั้งเป็นพิเศษเพื่อรับสัญญาณเสียงหรือภาพในลักษณะที่กีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ยังมีประกาศอีกฉบับของกสทช. ลงราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ ว่าด้วยการกำหนดลักษณะและมาตรการกำกับดูแลการควบรวมกิจการ การถือหุ้นไขว้และการครอบงำกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

ประกาศฉบับนี้ถือเป็นการขยายความมาตรา 31-32 ให้กสท.มีอำนาจในการกำกับดูแลกิจการวิทยุและโทรทัศน์ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ถือใบอนุญาตทีวีดิจิทัลประเภทบริการธุรกิจระดับชาติ 24 ช่องที่ยังมีประกาศหลักเกณฑ์ช่วงก่อนการประมูลทีวีดิจิทัลว่าด้วย"ผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน"หรือ"ผู้ที่เกี่ยวโยงกัน"ที่เข้มข้นมากๆ ลอกแบบมาจากหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เช่น

"ผู้ที่เกี่ยวโยงกัน" หมายความถึง ผู้บริหาร,ผู้ถือหุ้นรายใหญ่,ผู้มีอำนาจควบคุม,บุคคลที่จะได้รับการเสนอให้เป็นผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจควบคุม,ผู้ที่เกี่ยวข้องและญาติสนิทของผู้บริหาร,ผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้มีอำนาจควบคุม

"ผู้ถือหุ้นรายใหญ่" หมายความว่าผู้ถือหุ้นในผู้ขอรับใบอนุญาตเกินกว่าร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของผู้ขอรับใบอนุญาตนั้น การถือหุ้นดังกล่าวให้นับรวมหุ้นที่ถือโดยผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย

ประกาศกสทช.ฉบับใหม่ได้ให้นิยามไว้อย่างละเอียดมาก เช่น การควบรวมกิจการ , การครอบงำกิจการ,การถือหุ้นไขว้,ตลาดที่เกี่ยวข้อง,บริษัทใหญ่ , บริษัทย่อย,บริษัทร่วม ฯลฯ

หมวด 1 มาตรการกำกับดูแลการควบรวมกิจการและการถือหุ้นไขว้ มาตรการนี้ไม่ได้ห้ามผู้รับใบอนุญาตที่ต้องการควบรวมกิจการกับผู้รับใบอนุญาตรายอื่น แต่ยื่นคำขออนุญาตล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนดำเนินการ

แต่จะต้องไม่เข้าข่ายตาม หมวด 2 การครอบงำกิจการโดยบุคคลผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันที่พูดถึง"บุคคลผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน" ที่หมายความรวมถึงบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้รับใบอนุญาต

ประกาศฉบับนี้ในข้อ 9 บอกไว้ว่ากรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือได้รับการร้องเรียนว่าผู้รับใบอนุญาตกระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามตามประกาศนี้ คณะกรรมการอาจสั่งให้สำนักงานดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง หรือมอบหมายให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจทำหน้าที่ไต่สวนตามกระบวนการที่กำหนด

คดีแรกน่าจะเป็นกระบวนการไต่สวนหาข้อสรุปกรณีบริษัท SLC เข้าถือหุ้น NMG 12.27% และ"ผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน"หรือผู้ที่เกี่ยวโยงกันกับ SLC เข้าถือหุ้นหุ้นในบริษัท NMG รวมแล้วอีกมากกว่า 20% รวมแล้วมากกว่า 30 % ว่าจะผิดหรือไม่

ผู้บริหารบริษัท SLC ที่ถือหุ้น 100% ในบริษัท สปริงนิวส์ จำกัดเป็นผู้ถือใบอนุญาตช่องข่าวสปริงนิวส์ พยายามบอกว่าได้เข้าถือหุ้น NMG 12.27%ที่เมื่อทอนสัดส่วนลงไปถึงบริษัทย่อยแล้วไม่ถึง 10% โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ถือใบอนุญาตทีวีดิจิทัลของ NMG คือช่องข่าว Nation TV ที่อยู่ภายใต้บริษัท NBC Next Vision ที่มีบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น (NBC) ถือหุ้น 100% และบริษัท NBC ถือหุ้นโดย NMG 70%

แต่ผู้บริหารบริษัท NMG ให้ข้อมูลกับสาธารณะและกสท.ไปแล้วว่าบริษัท SLC มีความเกี่ยวโยงหรือเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันกับบริษัท วธน แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) หรือ WAT ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท โพลาริส แคปปิตัล จำกัด (POLAR) และบุคคลอีกหลายคนที่มีความเกี่ยวโยงกันได้เข้ามาถือหุ้น NMG รวมกันทั้ง 3 ส่วนน่าจะเกินกว่า 30% แล้ว ถือว่าเข้าข่ายผิดกฎผู้มีผลประโยชน์ร่วมกัน ตามหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัล ที่คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายกสทช. มีความเห็นว่าจำเป็นจะต้องใช้ต่อเนื่อง

สำนักงานกสท.ได้นัดหมายคู่กรณีแล้วในวันที่ 10 ก.พ.เชิญตัวแทนบริษัท NMG และ NNV และวันที่ 11 ก.พ.เชิญตัวแทนบริษัท SLC และบริษัท สปริงนิวส์ รวมทั้งจะเชิญตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกับคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์มาสอบถามด้วย

คำตัดสินของกสท.จะถือเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญ ในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ยุคดิจิทัลของไทยที่เข้าสู่ปีที่ 2 ว่าจะเดินหน้าไปใน"ลู่วิ่ง" ที่กำหนดหลักเกณฑ์ผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันไว้ก่อนประมูล หรือไม่ต้องมีลู่วิ่งอีกต่อไปและไม่คำนึงถึงมาตรา 31-32 ตามพรบ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ปี 2551 กรณีนี้น่าจะซับซ้อนและซ่อนเงื่อนมีเดิมพันมากกว่ากรณีช่อง 3 ไม่ยอมนำช่อง 3 HD ไปออกคู่ขนาน ที่ไม่ได้สำคัญถึงขนาดชี้เป็นชี้ตายทิศทางอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล