ผ่านศักราชใหม่มา 1 เดือน ภาพรวมของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจน เพราะจุดหลักที่ดูมีความหวัง
ยังมีเพียงเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐ ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ระบุว่าข้อมูลต่างๆ สะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง มีการสร้างงานอย่างแข็งแกร่งและอัตราว่างงานลดลง ล่าสุดผู้ว่าการเฟดสาขาคลีฟแลนด์ แสดงความเห็นว่าเฟดควรขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในครึ่งแรกของปีนี้ ในช่วงเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอย่างมั่นคง โดยคาดว่าเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าจะขยายตัว 3% ขณะที่ตลาดแรงงานกระเตื้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครัวเรือนและภาคธุรกิจไม่มีหนี้สินมากนัก อีกทั้งราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำซึ่งจะช่วยทำให้ผู้บริโภคมีเงินจับจ่ายมากขึ้น
ในส่วนของ 19 ประเทศที่ใช้เงินยูโร หรือยูโรโซนนั้น ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเป็น 1.3% ปีนี้ เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดือนพฤศจิกายนที่ 1.1% ทั้งยังเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2550 ที่มีการคาดหมายการเติบโตของยูโรโซนเป็นบวก ผลจากราคาน้ำมันที่ลดลงและเงินยูโรที่อ่อนค่าลง ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ดิ่งลงก็จะฉุดเงินเฟ้อให้ลดลง 0.1% ปีนี้ จากนั้นผลกระทบของราคาน้ำมันจะบรรเทาลงและคาดว่าจะดันให้เงินเฟ้อปีหน้าขึ้นถึง 1.3%
ก่อนที่ยูโรโซนจะไปถึงจุดดังกล่าวได้ ก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในกรณีของกรีซ ซึ่งรัฐบาลใหม่กำลังพยายามเจรจาเงื่อนไขใหม่ในข้อตกลงช่วยเหลือจากภายนอกแลกเปลี่ยนกับเงินกู้ เพราะรัฐบาลใหม่ของกรีซมองว่าปัญหาการคลัง ส่วนใหญ่มีต้นตอมาจากมาตรการรัดเข็มขัด เนื่องจากทำให้เศรษฐกิจไม่เติบโต อัตราว่างงานไม่ลดลง ทั้งยังไม่สามารถชำระหนี้ได้ โดยระหว่างกำลังพยายามเจรจาเงื่อนไขใหม่นี้ ปรากฏว่าธนาคารกลางยุโรปประกาศไม่อนุญาตให้ธนาคารกรีซใช้ตราสารหนี้รัฐบาล ซึ่งถูกลดอันดับเหลือขยะ เพื่อค้ำประกันเงินกู้
สำหรับเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างจีนนั้น ธนาคารกลางจีนเพิ่งลดสัดส่วนเงินสดที่ธนาคารต่างๆ ต้องกันไว้สำรอง ถือเป็นการลดสัดส่วนกันสำรองอย่างทั่วถึงทั้งภาคธนาคารเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปีครึ่ง ภายใต้เป้าหมายของการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นไม่ถึง 3 เดือนหลังจากจีนลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี และเป็นไปตามการคาดหมายของหลายฝ่ายว่าทางการจีนจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมหลังจากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 24 ปี
เมื่อมองดูภาพรวมทั่วโลกแล้ว ก็มาดูสถานการณ์ของไทยบ้าง ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 3.5% ส่วนเมื่อปีที่แล้วคาดว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัว 0.5% ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง การส่งออกที่อ่อนแอ และการบริโภคที่ชะลอตัว คาดการณ์ล่าสุดนี้เทียบกับเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งไอเอ็มเอฟคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 4.6% ปีนี้ ส่วนปีที่แล้วขยายตัว 1% สภาพการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าไทยมีงานต้องทำอีกมากมายเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้ขยายตัวไปได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางปัจจัยที่ผันแปรไปทั้งในระดับโลกและระดับประเทศของไทยเอง








