ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันแล้วว่า "กฎหมายดิจิทัล" ทั้ง 10 ฉบับ
ที่กำลังถูกหลายฝ่ายคัดค้าน และเรียกร้องให้แก้ไขนั้น รัฐบาลพร้อมปรับแก้ และยืนยันว่าจะแก้ไขสิ่งที่ไม่ดีและมีปัญหาออกไป พร้อมระบุว่า ข้อกังวลที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเรื่องอำนาจ โดยเฉพาะของ กสทช. นั้นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันมาก
"กฎหมายที่มี 2 ชุด โดยชุดแรกกฎหมายตั้งดิจิทัลมีคนเชียร์ให้เกิดขึ้น ส่วนกฎหมายอีก 7 ฉบับ ไซเบอร์ซิเคียวริตี้ มีคนกลัวมาก เพราะคนเขียนเขียนแบบใช้สะดวก จึงทำให้เกิดเรื่องละเมิดสิทธิ ที่อยู่ดีๆ สามารถเข้ามาล้วงข้อมูลเรา ส่วนตัวดีใจมากที่มีคนค้าน เพราะรัฐบาลจะได้มาดูและปรับแก้ โดยไปพูดกับคนที่ปรับแก้กฎหมาย ส่วนอีกเรื่องคือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก็เหมือนกัน คนเขียนเอาสะดวกเข้าว่า เมื่อมีคนค้าน เราก็นำไปปรับแก้อย่างที่ประชาชนต้องการ ยืนยันว่า เราจะแก้สิ่งที่ไม่ดีและมีปัญหาออกไปอย่างแน่นอน
ส่วนเรื่อง กสทช. ยืนยันว่า ยังมีอำนาจตามเดิมไม่ต้องกลัว กสทช.มีอำนาจจัดสรรคลื่นความถี่ แต่ที่เราเข้าไปแก้คือเรื่องคลื่นรวม อันไหนเป็นเรื่องของความมั่นคง การศึกษา เราต้องเอามาดู ส่วนเรื่องพาณิชย์ กสทช. ยังดูแลเหมือนเดิม เมื่ออธิบาย กสทช.เข้าใจมันก็จบแล้ว ส่วนเรื่องความมั่นคงที่มีคนไปโยงกับการปฏิรูปสื่อนั้น ยืนยันว่า ไม่มีการดึงสื่อกลับไปให้ความมั่นคงดูแลแน่นอน ไม่ต้องกังวล ไม่เป็นอย่างนั้น คนละเรื่องกันไม่มีการดึงคลื่นไปให้ทหารดูแล เหมือนเดิมทุกอย่าง อย่าไปกลัวว่าจะเสียอำนาจ เพราะไม่มีใครเสีย" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
ก่อนหน้านี้ เครือข่ายพลเมืองเน็ต นำโดย นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล รวมถึงองค์กร สมาคมต่างๆ ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการปฏิรูปแห่งชาติ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อเรียกร้องให้มีการพิจารณา ทบทวน และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปต่อชุดร่างกฎหมาย “เศรษฐกิจดิจิทัล”
นางสาวสฤณี บอกว่า ชุดกฎหมายชุดนี้ไม่ใช่กฎหมายทั่วไปที่ว่าด้วยการทำงานของรัฐ แต่เป็นเชิงโครงสร้างและเชิงปฏิรูปที่จะยกเครื่องการทำงานด้านทรัพยากรคลื่นความถี่ การสื่อสารโทรคมนาคม รวมไปถึงการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ดังนั้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรรับรู้และหาทางแก้ไข มิเช่นนั้นมีโอกาสเกิดความเสี่ยงต่อทั้งการบริหารประเทศ และละเมิดสิทธิของประชาชน แม้ภาครัฐจะชี้แจงว่ายังอยู่ในขั้นตอนรับหลักการ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าชุดร่างกฎหมายนี้สะท้อนเรื่องความมั่นคงมากกว่าการส่งเสริมเศรษฐกิจ
ที่สำคัญก่อนหน้านี้กระบวนการร่างกฎหมายทั้งหมด ไม่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น หรือกระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชน แม้ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น เพื่อรวบรวมส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ทว่าไม่มีแนวทางที่ชัดเจนที่จะทำให้ประชาชน และผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
แม้จะมีคำยืนยันอย่างเป็นมั่นเหมาะจากคนระดับ "รองนายกฯ" แต่ก็ยังคงปรากฏเสียงคัดค้านผ่านเวทีต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องจากหลายภาคส่วน ทั้ง "ไม่มั่นใจ" ว่ารัฐบาล หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ยกร่างฯ จะแก้ไข "สิ่งที่ไม่ถูกต้อง" ในร่างกฎหมายฉบับนี้จริงหรือไม่
สะท้อนให้เห็นว่าการรับรองด้วย "คำพูด" อาจยังไม่เพียงพอ....
เพื่อเรียกความเชื่อมั่นคืนมา ต้องเปิดช่องให้ตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมคณะร่างกฎหมาย และเปิดประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน ไม่ใช่ออกกฎหมายมาแบบ "มัดมือชก"








