วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การดำเนินคดีแบบกลุ่ม : โอกาสในการเข้าถึงความยุติธรรม

เมื่อปลายปีที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณาลงมติเห็นชอบให้ประกาศใช้กฎหมายที่สำคัญฉบับหนึ่ง

ซึ่งจะทำให้การใช้สิทธิทางศาลเป็นไปได้โดยสะดวกมากขึ้น โดยวิธีการดำเนินคดีที่เรียกว่า “การดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action)”

โดยปกติเมื่อท่านถูกละเมิดสิทธิ เช่น ท่านไปซื้อคอนโดที่มีโฆษณาบอกว่า คอนโดหรู มีสาธารณูปโภคครบถ้วน ทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส ห้องนั่งเล่นรวม แต่ปรากฏว่าเมื่อท่านซื้อคอนโดไปแล้วเมื่อสร้างเสร็จกลับพบว่าคอนโดที่ซื้อมานั้นไม่ได้เป็นไปตามที่โฆษณา อย่างนี้ในทางกฎหมายท่านก็มีสิทธิเรียกร้องให้เจ้าของโครงการ

(1) สร้างสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นให้ครบถ้วนตามที่โฆษณาไว้ หรือ

(2) เรียกร้องค่าเสียหายจากการที่เจ้าของโครงการไม่สามารถจัดให้มีสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นได้ หากเจ้าของโครงการไม่ยอมปฏิบัติตาม ท่านก็อาจนำเรื่องไปสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล ซึ่งหากศาลพิจารณาคดีให้ท่านชนะคดีเพราะเห็นว่าเจ้าของโครงการผิดสัญญาจริง คำพิพากษาของศาลก็จะมีผลผูกพันเฉพาะท่านกับเจ้าของโครงการ กล่าวคือ ผู้ซื้อคอนโดรายอื่นก็จะไม่สามารถอ้างผลคำพิพากษาไปเรียกค่าเสียหาย หรือเรียกให้เจ้าของโครงการจัดให้มีสาธารณูปโภคตามโฆษณาได้ ทั้งที่ในความจริงแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นกับท่านและกับผู้ซื้อรายอื่นเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงอย่างเดียวกัน

หากในกรณีตัวอย่างข้างต้น หากสามารถใช้กระบวนการพิจารณาคดีแบบกลุ่มได้ ผู้เสียหายรายหนึ่งอาจเริ่มต้นดำเนินการยื่นคำฟ้องต่อศาลโดยจะมีสถานะเป็นโจทก์ผู้เริ่มคดี แล้วนอกจากคำฟ้องที่แสดงถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหตุผล และคำขอบังคับแล้ว การดำเนินคดีแบบกลุ่มได้นั้นจะต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า

1. คดีดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะที่เหมือนกันของกลุ่มบุคคลที่ชัดเจนเพียงพอให้รู้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลใด

2. กลุ่มบุคคลดังกล่าวมีจำนวนมาก ทำให้การดำเนินคดีอย่างสามัญจะก่อให้เกิดความยุ่งยากและไม่สะดวก

3. นอกจากนี้การดำเนินคดีแบบกลุ่มจะเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากกว่าการดำเนินคดีแบบสามัญ และ

4. โจทก์ผู้เริ่มคดีเป็นสมาชิกกลุ่มที่มีคุณสมบัติ และส่วนได้ส่วนเสียในกลุ่ม

ทั้งนี้ การกำหนดสมาชิกกลุ่มที่จะอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีแบบกลุ่ม ไม่จำเป็นที่จะต้องกำหนดเป็นรายบุคคล แต่อาจจะกำหนดเป็นเพียงขอบเขตของกลุ่มบุคคล ซึ่งในกรณีตัวอย่างข้างต้น การกำหนดขอบเขตบุคคลอาจจะเพียงกำหนดว่าเป็นผู้ซื้อคอนโดในโครงการที่มีข้อพิพาท ก็น่าจะถือว่าเป็นขอบเขตเพียงพอที่จะกำหนดขอบเขตบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีได้ โดยเมื่อมีคำพิพากษาออกมาแล้วบุคคลที่ถือว่าเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกันในคดีก็สามารถไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ โดยที่ไม่ต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่

ข้อดีที่เห็นได้ชัดจากการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแบบกลุ่มก็คือ บุคคลที่เกี่ยวข้องและได้รับความเสียหายจากคดีที่มีข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันจะไม่ต้องไปดำเนินคดีแยกเป็นรายบุคคลอีกต่อไป ผู้เสียหายในคดีอย่างเดียวกันก็อาจช่วยเหลือและให้ความร่วมมือกันในการดำเนินคดี ลดค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังส่งผลทำให้จำนวนคดีในศาลลดลง ซึ่งจะทำให้ศาลมีเวลาพิจารณาคดีต่างๆ ได้โดยรวดเร็วยิ่งขึ้น

กล่าวโดยสรุปก็คือ การดำเนินคดีแบบกลุ่มนี้ อาจเป็นช่องทางให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงความยุติธรรมได้มากขึ้นนั่นเอง

****************************************

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่