เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) ออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี) ครั้งใหญ่
เดือนละ 60,000 ล้านยูโร โดยคาดว่าเงินเฟ้อขยับขึ้นตามเป้าหมายและเศรษฐกิจฟื้นตัวในไตรมาส 3 ปีหน้า มาตรการดังกล่าวก็จะยุติลง แต่บรรดานักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมีความเห็นต่างออกไป เพราะไม่แน่ใจว่ามาตรการคิวอีในครั้งนี้ จะเพียงพอให้เศรษฐกิจของยุโรปรอดพ้นจากภาวะวิกฤติมาได้ หากไม่มีมาตรการอื่น เช่นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจหรือการลงทุนใหม่
หากเปรียบเทียบสถานการณ์ในยุโรปกับไทยนั้น แตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งไม่อาจจะเทียบเคียงกันได้ เพราะมีความแตกต่างในหลายด้านด้วยกัน แต่หากเปรียบเทียบเชิงแนวคิดในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ก็อาจเปรียบเทียบกันได้ ซึ่งในกรณีของเศรษฐกิจไทยนั้นยังไม่ถึงขั้นชะงักงันเหมือนยุโรปหรือเข้าสู่ภาวะถดถอยเหมือนกรณีญี่ปุ่น เพียงแต่เศรษฐกิจไม่ขยายตัวตามที่คาดไว้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยพึ่งพาเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก ดังนั้นแรงกดดันสำหรับผู้กำหนดนโยบายคือบทบาทภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ที่ผ่านมา รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รู้ถึงปัญหานี้ดี และพยายามเร่งให้มีการเบิกจ่ายให้เร็วที่สุด เพื่อให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐนั้นได้ชะงักงันมานานจากวิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นมายาวนาน ซึ่งหากพิจารณาดูการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐนั้น ในช่วงที่ผ่านมาแทบไม่เกิดขึ้นเลย แต่การลงทุนภาครัฐในรัฐบาลนี้ก็เผชิญปัญหาสำคัญคือไม่สามารถเบิกจ่ายได้อย่างราบรื่นนัก เพราะรัฐบาลมีมาตรการป้องกันการทุจริต ทำให้การเบิกจ่ายเป็นไปอย่างล่าช้า
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนสถานการณ์เศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก ตั้งแต่ราคาน้ำมันร่วงลงอย่างหนักในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน จนถึงมาตรการคิวอีของยุโรป ก็เป็นปัจจัยที่ไม่ได้คาดการณ์มาก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง ทั้งด้านบวกและด้านลบ ดังนั้นหากรัฐบาลจะพิจารณาผลดีผลเสียจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเลือกดำเนินนโยบายที่ถูกต้องแล้ว เราเชื่อว่าจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าได้ และผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวไปได้
หากพิจารณาบทบาทของการลงทุนภาครัฐในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาว ไม่เพียงแค่มาตรการระยะสั้นเหมือนกับนโยบายทางการเงิน เราจะเห็นว่าที่ผ่านมานั้นมีปัญหาอย่างมาก ทั้งเรื่องความรวดเร็วของโครงการ ปัญหาการทุจริตโครงการลงทุน หรือเงินใต้โต๊ะ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมืองอย่างแยกไม่ออก ซึ่งหากเราจะกล่าวโทษต้นตอปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของไทย ก็อาจต้องโทษไปที่การเมืองในอดีตที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการทุจริตในโครงการ จนไม่สามารถทำโครงการระยะยาวที่เป็นพื้นฐานของประเทศได้
ในช่วงที่ทุกคนหวังว่าการลงทุนภาครัฐจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ เพราะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังมีอยู่มาก ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรทำให้เกิดความรู้สึกผิดหวัง และเราหวังว่าปัญหาความล่าช้าหรือโครงการลงทุนสะดุดลงนั้นจะซ้ำรอยเหมือนในอดีต หากปัญหาของภาครัฐยังเกิดขึ้นซ้ำซากเหมือนที่ผ่านมา จากนี้ไปคงต้องกล่าวโทษไปที่ระบบการเมืองของเราเอง ไม่ว่าจะมีรัฐบาลแบบไหน ก็คงไม่ต่างกันมากนัก เราหวังว่าบทบาทภาครัฐของรัฐบาลชุดนี้จะไม่ซ้ำรอยอดีต เพื่อพัฒนาประเทศให้มีความยั่งยืน








