เมื่อกระแสสังคมและจริยธรรมสวนทาง

จริยธรรมองค์กร หรือ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Organizational Ethics เป็นสิ่งที่ควรพูดถึงในทุกองค์กร
ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่องค์กรของท่านเคยพูดถึงหรือไม่ นี่คือคำถามที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูครับ การตรวจสอบความชัดเจนของจริยธรรมในองค์กรของท่านอย่างง่ายๆ คือ เพียงท่านลองตั้งคำถามดูว่าจริยธรรมองค์กรของท่านคืออะไร หรือ คิดง่ายๆ ว่า อะไรที่ทำแล้ว คนในองค์กรเราจะรับไม่ได้ และอะไรที่คนในองค์กรของเราปฏิบัติกัน หากท่านคิดได้ แสดงว่า องค์กรของท่านมีจริยธรรมองค์กรที่เด่นชัด แต่หากท่านคิดไม่ได้ แสดงว่าองค์กรของท่านอาจต้องมาพิจารณาเรื่องนี้กันอีกสักครั้ง
ที่ผ่านมา หลายคนมักพูดถึงวัฒนธรรมองค์กรหรือ สิ่งที่คนในองค์กรเขาทำกัน และเป็นที่ยอมรับกัน ซึ่งอาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่สำหรับจริยธรรมองค์กร คือ สิ่งที่ดีงามที่คนในองค์กรทำกันโดยไม่ได้ระบุในกฎเกณฑ์หรือกฎหมายใดๆ
การสร้างจริยธรรมองค์กรนั้น ความจริงแล้ว สร้างได้ไม่ยากครับ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ตัวของผู้นำองค์กรต้องมีจริยธรรมนั้นๆ ก่อน เพราะหากผู้นำองค์กรไม่มีจริยธรรมแล้ว จริยธรรมองค์กรย่อมไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ผู้นำองค์กรจะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่า องค์กรของเราจะไม่ทำอย่างนั้น อย่างนี้ หรือ รับไม่ได้กับการกระทำแบบนั้นแบบนี้ หากผู้นำเข้มแข็งในเรื่องนี้ องค์กรย่อมเห็นภาพของจริยธรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งข้อนี้ประยุกต์ได้ตั้งแต่องค์กรเล็กๆ ไปจนถึงประเทศเลยทีเดียว ผู้นำดีก็จะพาคนในประเทศดีด้วย ถ้าผู้นำยอมรับกับสิ่งชั่วๆ คนในประเทศก็จะยอมรับสิ่งชั่วๆ นั้นด้วยเช่นกัน
แต่ทุกวันนี้ นอกจากผู้นำองค์กรที่จะเป็นตัวกำหนดจริยธรรมในองค์กรแล้ว ปัจจัยสำคัญปัจจัยอีกหนึ่งที่มีส่วนทำให้จริยธรรมในองค์กรต้องสั่นคลอน หรือไม่เข้มแข็งได้ ก็คือ กระแสสังคม
กระแสสังคม มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดจริยธรรมองค์กร โดยเฉพาะองค์เล็ก หรือองค์กรที่ยังไม่มีความเข้มแข็งทางด้านการเงิน เพราะองค์กรเหล่านี้ต้องพึ่งพามวลชนเป็นอันดับหนึ่ง มวลชนเหล่านี้จึงมีอำนาจพอที่จะกำหนดจริยธรรมองค์กรได้เลยทีเดียว ซึ่งในที่สุด จริยธรรมองค์กรจึงเป็นไปตามกระแสของสังคมนั่นเอง ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนและผมขอนำมาเป็นตัวอย่างก็ คือ องค์กรสื่อ นั่นเอง
ในยุคเปลี่ยนผ่านของทีวีเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลนี้ องค์กรสื่อหลายองค์กรทุ่มทุนมหาศาลไปกับการประมูลเพื่อให้ได้ช่องทีวีดิจิทัลมาบริหารจัดการ ซึ่งจำนวนคนดูในช่วงแรกนี้ ก็ยังไม่มากมายนัก ดังนั้น องค์กรสื่อที่มีสายป่านยาวๆ เท่านั้นถึงจะพอเห็นทางรอดและยืนอยู่บนจุดยืนของตนหรือจริยธรรม รวมถึงจรรยาบรรณที่ตนกำหนดไว้ได้ แต่สื่อที่มีสายป่านไม่ยาวพอก็จะต้องทำตามกระแสที่สังคมต้องการเพื่อทางรอดของตัวเอง แต่หากกระแสสังคมและจริยธรรมที่ตนเองตั้งใจไว้ขัดแย้งกัน องค์กรนั้นควรจะทำเช่นไร
ก่อนที่เราจะพูดถึงว่า ควรทำเช่นไรนั้น เรามาดูก่อนว่า ความกดดันของสังคมสามารถมีอิทธิพลต่อองค์กรได้อย่างไร ข้อแรกที่ธรรมดาและง่ายที่สุดที่สังคมสามารถกดดันได้คือ การระงับการสนับสนุนสินค้าหรือองค์กรนั้น หรือ อาจทำในทางตรงกันข้าม ตัวอย่างเช่น มีนักข่าวคนหนึ่งทำผิดจริยธรรมและจรรยาบรรณสื่ออย่างร้ายแรงจนเรียกได้ว่า คนในวงการสื่อมวลชนไม่สามารถรับได้ แต่ด้วยความที่กระแสสังคมยังสนับสนุนนักข่าวคนนั้นอยู่ ทำให้องค์กรนั้นไม่สามารถทำอะไรนักข่าวคนนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะปัจจัยด้านการเงิน และด้านสังคม นักข่าวที่ทำผิดจริยธรรมจึงยังคงอยู่ได้ ตัวอย่างดังกล่าวนี้จึงเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงความขัดแย้งกันระหว่างกระแสสังคมและจริยธรรม
สิ่งที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง ก็คือ เมื่อสังคมตั้งจริยธรรมไว้ต่ำเกินไป ดังตัวอย่างข้างต้นนี้ สังคมไม่เห็นว่าการกระทำของนักข่าวคนดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรมหรือไม่ได้เป็นอะไรมากมายนัก จึงทำให้จริยธรรมองค์กรที่ถูกกระแสสังคมนำทางนั้นต่ำไปด้วย
กลับมาถึงคำถามที่ว่า แล้วองค์ควรทำอย่างไรเมื่อเกิดการขัดแย้งขึ้นระหว่างจริยธรรมและกระแสสังคม คำตอบง่ายๆ ที่สามารถตอบได้คือ หากองค์กรของท่านเข้มแข็งพอจนสามารถยืนอยู่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งกระแสสังคมมากนัก จริยธรรมจึงควรมาเป็นอันดับต้นๆ เพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคม และแสดงให้สังคมรับรู้ถึงความถูกต้องที่พึ่งกระทำและสนับสนุน
แต่หากองค์กรของท่าน ต้องพึ่งพาสังคมถึงอยู่ได้ สิ่งที่ควรทำก็คือ สร้างความสมดุลระหว่างจริยธรรมและกระแสสังคมให้ได้ เพื่อให้อย่างน้อยสังคมได้พึงหรือตระหนักถึงจริยธรรม และจรรยาบรรณทางวิชาชีพบ้าง แต่สิ่งที่องค์กรไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุขัดแย้งนี้ขึ้น คือ การยืนอยู่บนกระแสสังคมเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงจริยธรรม หรือจรรยาบรรณทางวิชาชีพใดๆ เลย เพราะการกระทำเช่นนี้ จะทำให้ สังคมกำหนดคุณค่าของจริยธรรมต่ำลงๆ ไปเรื่อย และความสำคัญของกระแสสังคม หรือมวลชนก็มีมากขึ้นๆ เรื่อย จนทำให้ผู้ที่ทำผิดแต่ถูกใจมวลชน อยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายที่มากมายแก่ประเทศไทยนั่นเองครับ







