คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ พูดถึงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการ “ถอดถอน” ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งผมเห็นว่ามีความสำคัญมากสำหรับการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและถาวร
เพราะเมื่อนักเลือกตั้งหาทางเข้ามาในสภาแล้ว จะพยายามปกปักรักษาผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง จากนั้นก็จะใช้ความเป็น “ศรีธนญชัย” เพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเอง ทำผิดอย่างไร ก็วิ่งเต้นไม่ให้ตนต้องถูกลงโทษหรือถอดจากตำแหน่งได้
รัฐธรรมนูญใหม่จะต้องตาม “ไล่ล่า” ผู้กระทำผิดในวงการเมืองทั้งคนที่มีตำแหน่งอยู่และที่พ้นตำแหน่งไปแล้วให้เข้า “กระบวนการถอดถอน” อย่างถูกต้องเป็นธรรมด้วย
คุณบวรศักดิ์บอกว่า กระบวนการนี้จะใช้คำเรียกนักการเมืองที่อยู่ในตำแหน่งว่า “การถอดถอนบุคคลให้พ้นจากตำแหน่ง”
ส่วนผู้ที่พ้นจากตำแหน่งแล้ว จะใช้คำว่า “การลงมติถอดถอนเพื่อตัดสิทธิ์ทางการเมือง”
ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและก่อให้เกิดการตีความว่า บุคคลที่พ้นจากตำแหน่งไม่ว่าจากการลาออก ยุบสภา หรือมีการเลือกตั้งใหม่ ก็สามารถลงมติถอดถอนได้หรือไม่
ท่านบอกว่ากระบวนการถอดถอนจะทำภายใต้รัฐสภา คือสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม แทนการพิจารณาในชั้นของวุฒิสภาเท่านั้น
ผลการลงมติถอดถอนแยกได้เป็น
1.เมื่อรัฐสภาลงมติให้พ้นจากตำแหน่ง หรือตัดสิทธิ์ทางการเมือง จะได้รับโทษคือพ้นจากตำแหน่งและตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี
2.เมื่อรัฐสภาลงมติไม่ให้พ้นจากตำแหน่งหรือตัดสิทธิ์ทางการเมือง ต้องนำผลการพิจารณาดังกล่าวไปให้ประชาชนลงมตินักการเมืองหรืออดีตนักการเมืองผู้นั้น
พร้อมกำหนดโทษคือ หากประชาชนลงมติให้ถอดถอนหรือตัดสิทธิ์ทางการเมือง บุคคลนั้นต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต
คุณบวรศักดิ์บอกว่าประเด็นสำคัญคือ การคืนอำนาจให้ประชาชน ที่ผ่านมาวุฒิสภาเป็นเรื่องยากเย็นยิ่งในการที่จะถอดถอนบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ เพราะนักการเมืองสามารถวิ่งเต้นและกลบเกลื่อนความผิดของตนด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่ประชาชนไม่อาจจะป้องกันได้
ผมเห็นว่าการให้ประชาชนมี “เสียงสุดท้าย” ในการพิจารณาถอดถอนนักการเมือง เป็นประเด็นน่าพิจารณาอย่างยิ่ง เพราะจะได้ให้นักการเมืองทุกคนที่อ้างว่าอาสามารับใช้ประชาชนได้ตระหนักว่า การกระทำการใด ๆ ที่ผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง หรือมีเรื่องฉ้อฉลต่อผลประโยชน์ของประชาชนนั้น มิอาจจะปกปิดหรืออำพรางหรือวิ่งเต้นให้ตัวเองรอดได้
จะต้องให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน
และเมื่อเรื่องถึงประชาชนแล้ว การตัดสิทธิ์ทางการเมืองจะไม่ใช่เพียงแค่ 5 ปี แต่จะต้องมีผล “ตลอดชีวิต” เพราะนี่คือการลงโทษที่เจ้าของประเทศเป็นผู้กำหนด
นักการเมืองที่กระทำผิดต่อศรัทธาประชาชน ไม่ควรมีสิทธิ์ที่จะเพ่นพ่านอยู่ในแวดวงการเมือง เพื่อรอจังหวะกลับมาทำความชั่วร้ายให้ประเทศชาติอีกได้
ผมกำลังรอดูว่าจะมีใครคัดค้านการให้สิทธิ์ประชาชน “ถอดถอน” นักการเมืองชั่ว ๆ ตลอดชีวิตบ้าง






