ย่างเข้าปีใหม่มาได้ 2 สัปดาห์ บางสถาบันได้เปิดเผยประมาณการทางเศรษฐกิจสำหรับโลก แต่ดูเหมือนแนวโน้ม
ไม่สดใสมากนัก โดยธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้ลงเหลือ 3% จากคาดการณ์ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิ.ย.ปีที่แล้วว่าจะขยายตัวได้ 3.4% สำหรับปีหน้าคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.5% เพราะแม้ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐ หรือประเทศอุตสาหกรรมอีกชาติอย่างอังกฤษ มีแนวโน้มของการเติบโตต่อเนื่อง แต่ประเทศแถบยูโรโซน กับญี่ปุ่น ยังมีสภาพเศรษฐกิจไม่ดีนัก ในกรณีของญี่ปุ่นนั้นเศรษฐกิจตกสู่ภาวะถดถอยไปแล้ว อันทำให้เหมือนกับว่าเศรษฐกิจโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงเครื่องเดียว นั่นคือเศรษฐกิจอเมริกา
สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างบราซิลกับรัสเซียก็ถ่วงแนวโน้มการเติบโต โดยรัสเซียได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันลดลง จนน่าจะฉุดให้เศรษฐกิจรัสเซียหดตัว 2.9% ปีนี้ ก่อนกลับมาขยายตัวได้ในปีหน้า สำหรับจีน ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 กำลังปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปเน้นการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตแทนที่การส่งออก อันทำให้เศรษฐกิจขยายตัวไม่สูงเหมือนก่อนโดยคาดว่าจีนจะเติบโต 7.1% ปีนี้และ 7% ปีหน้า สำหรับภาพรวมของประเทศกำลังพัฒนานั้น คาดว่าจะขยายตัว 4.8% ปีนี้ จาก 4.4% ปีที่แล้ว ก่อนพุ่งขึ้นเป็น 5.3% ปีหน้า
หากดูในบางประเทศแล้ว การขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ยังไม่พุ่งสูงมากนัก อย่างเกาหลีใต้ที่เพิ่งปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปีนี้ลงเหลือ 3.4% เทียบกับคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 3.9% นอกจากนั้น ธนาคารกลางยังตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ 2% ท่ามกลางความวิตกเรื่องเงินฝืด เพราะเกาหลีใต้นำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ ซึ่งราคาน้ำมันที่ลดลงฉุดให้เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.8% ในเดือนธ.ค. อันต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี และต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางที่ 2.5-3.5%
สถานการณ์ของเกาหลีใต้น่าจะคล้ายคลึงกับหลายประเทศ ที่ได้รับผลพวงจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกซึ่งดำดิ่งลงตั้งแต่กลางปีที่แล้ว โดยราคาน้ำมันที่ลดลงน่าจะเป็นผลดีกับผู้ใช้น้ำมัน ใช้รถใช้ถนน เพราะได้ใช้น้ำมันในราคาที่ถูกลงหากสถานีบริการน้ำมันส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงไปยังผู้บริโภค อันจะทำให้ผู้บริโภคเหลือเงินในกระเป๋าไว้สำหรับจับจ่ายมากขึ้น ซึ่งธนาคารโลกคาดการณ์ด้วยว่าราคาน้ำมันโลกที่ดิ่งลงน่าจะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจโลกเช่นกัน พร้อมคาดว่าปีนี้ราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับต่ำ แต่กว่าผลกระทบแง่บวกจะส่งผ่านมาเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจคงต้องใช้เวลานาน อันทำให้ราคาน้ำมันที่ต่ำลงน่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกปีนี้ขยายตัวเพิ่มได้เพียง 0.1%
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ลดลงก็มีผลกระทบในแง่ที่อาจฉุดเงินเฟ้อให้ลดลงทั่วโลก ซึ่งความวิตกเกี่ยวกับเงินฝืด ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ดีนักในโลก และค่าแรงในสหรัฐที่ยังไม่ปรับเพิ่มขึ้น ก็อาจส่งผลต่อเนื่องให้ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่าที่คาดหมายกันไว้ สภาพการณ์ทั้งหลายนี้สะท้อนว่าแนวโน้มหรือภาพรวมของเศรษฐกิจโลกนั้นยังมีความไม่แน่นอนอยู่ และน่าจะส่งผลต่อเนื่องมาถึงไทยเช่นกัน อย่างน้อยก็ในแง่การส่งออกหากหลายตลาดในโลกขยายตัวได้ในระดับไม่สูงนัก








