วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำไมน้ำมันลด แต่ ก๊าซขึ้นราคา

ยังคงถามไถ่กันไม่เลิกครับว่าทำไมราคาน้ำมันลดลงแต่ก๊าซหุงต้ม (LPG) กลับขึ้นราคา

และทำไมราคาน้ำมันดีเซลจึงลดลงน้อยกว่าเบนซินและแก๊สโซฮอล์

ถ้าจะให้ตอบกันอย่างสั้นๆ และตรงไปตรงมาที่สุดก็ต้องบอกว่า เป็นเพราะก๊าซแอลพีจีนั้นได้รับการอุดหนุนราคามาอย่างยาวนาน ดังนั้น เมื่อราคาในตลาดโลกลดลง รัฐบาลจึงถือโอกาสนี้ปรับราคาก๊าซภาคครัวเรือนและขนส่งให้สูงขึ้น เพื่อลดภาระการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันฯ ที่ทำมาตลอดระยะเวลาร่วมสิบปีที่ผ่านมา

ส่วนน้ำมันดีเซลที่ลดลงได้น้อยนั้น ก็เป็นเพราะรัฐบาลต้องถือโอกาสที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯเพิ่มมากขึ้น และปรับเปลี่ยนไปเป็นภาษีสรรพสามิตเพื่อชดเชยที่รัฐบาลก่อนๆ เคยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงมาจาก 5.31 บาท/ลิตร เหลือเพียง 0.005 บาท/ลิตร เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร

จะเห็นได้ว่าทั้งสองกรณีมีที่มาจากการเข้าแทรกแซงราคาของภาครัฐในอดีตทั้งสิ้น ซึ่งการเข้าแทรกแซงราคาดังกล่าวย่อมเป็นผลดีต่อผู้ใช้พลังงานกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นผลเสียต่อผู้ใช้พลังงานอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้เพราะรัฐบาลใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานข้ามกลุ่ม หรือที่เรียกกันว่า Cross Subsidy โดยเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ในอัตราสูงเข้ากองทุนน้ำมันฯ แล้วนำไปอุดหนุนผู้ใช้ก๊าซหรือผู้ใช้น้ำมันดีเซลนั่นเอง

จึงอาจกล่าวได้ว่าผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีและผู้ใช้น้ำมันดีเซลนั้นเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์มาอย่างยาวนาน โดยได้ใช้พลังงานในราคาถูกแม้แต่ในขณะที่ราคาพลังงานในตลาดโลกได้ปรับตัวขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงที่สุดก็ตาม (เพราะมีคนมาช่วยทำให้ได้ใช้ของถูก ไม่ใช่เพราะต้นทุนของสินค้านั้นถูกด้วยตัวของมันเอง โดยคนอื่นต้องเสียสละไปใช้ของที่แพงกว่าที่ควรจะเป็น)

ดังนั้น จึงเป็นความชอบธรรมแล้วที่ในยามที่ราคาในตลาดโลกลดลง ผู้ที่ต้องใช้น้ำมันในราคาที่แพงเกินจริง (เบนซินและแก๊สโซฮอล์) จึงควรได้รับการดูแลก่อน โดยการปรับราคาลงตามราคาในตลาดโลกที่ลดลง พร้อมกันไปกับการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เป็นธรรมมากขึ้น นั่นก็คือการปรับลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯในส่วนของน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลง จึงทำให้ราคาน้ำมันทั้งสองชนิดนี้ลดลงได้มากกว่าราคาที่ลดลงในตลาดโลก

ตรงกันข้ามกับราคาก๊าซแอลพีจีซึ่งรัฐบาลได้ควบคุมราคาขายปลีกให้ต่ำกว่าต้นทุนการจัดหามาเป็นเวลานาน จึงต้องขึ้นราคาเพื่อลดการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันฯ ลง เพื่อทำให้นโยบายการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบเกิดขึ้นจริง

ส่วนคำถามที่ว่าทำไมต้องมารีบทำเอาตอนนี้ คำตอบก็คือถ้าไม่ทำในตอนที่ราคากำลังลดลง แต่ไปทำตอนราคากำลังสูงขึ้น จะมีผลกระทบสูงกว่านี้มาก

เช่นเดียวกันกับน้ำมันดีเซล ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงก็เอื้ออำนวยให้รัฐบาลเก็บเงินเข้ากองทุนฯได้มากขึ้นโดยไม่กระทบกับราคาขายปลีก (แถมราคายังลดลงเสียด้วยซ้ำไป) และทำให้สามารถเกลี่ยเงินกองทุนฯ บางส่วนไปเป็นภาษีสรรพสามิตได้ ทำให้รัฐบาลได้รายได้ที่สูญเสียไปปีละนับแสนล้านบาทมาเป็นเวลามากกว่าสามปี รวมเป็นเงินประมาณ 350,000 ล้านบาทกลับคืนมาได้บ้าง จึงถือว่าเที่ยวนี้ได้กันทั้งหมด ทั้งรัฐบาล กองทุนฯ และประชาชนผู้บริโภค

เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองผู้กำหนดนโยบาย ข้าราชการประจำผู้ปฏิบัติตามนโยบาย นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนที่ต้องได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวทั้งในทางบวกและทางลบ ได้โปรดให้ความสนใจกับการดำเนินนโยบายสาธารณะของรัฐบาลให้มากๆ โดยเฉพาะกับนโยบายที่จะมีผลกระทบต่อประชาชนและประเทศชาติในระยะยาว และมีลักษณะเป็นนโยบายประชานิยมที่ฝืนกลไกการตลาดเพราะนโยบายอย่างนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน เพราะจะมีผลประโยชน์ที่จับต้องได้เป็นรูปธรรมในระยะสั้น แต่จะก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาว อย่างเช่นโครงการรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดมากเกินไป หรือการตรึงราคาพลังงานให้ต่ำกว่าต้นทุนการจัดหาโดยใช้เงินอุดหนุนมากจนเกินไปและนานจนเกินไป ก็จะเป็นที่มาของปัญหาและความยุ่งยากในอนาคตที่ต้องมาตามแก้กันอย่างทุกวันนี้ครับ

อย่าลืมนะครับ ฝรั่งเขาบอกเอาไว้แล้วว่า “No Free Lunch” หรือไม่มีของฟรีในโลกนี้ครับ!!!