เศรษฐกิจไทยในปีใหม่นี้จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลกหลายปัจจัย จึงต้องเกาะติดความเคลื่อนไหวหลัก
ของโลกหลายเรื่องเช่น
1.ราคาน้ำมันดิบโลกจะลดลงต่อเนื่องไหม จะสามารถนิ่งที่บาร์เรลละ 60 ดอลลาร์หรือไม่ (เปิดมาปีใหม่ราคาร่วงไปที่ประมาณ 52 ดอลลาร์)
2.เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่
3.เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงต่อไปหรือไม่ หรือจะนิ่งอยู่ที่อัตราโตปีละ 7%? เขาเรียกว่าเป็น “ความปกติระดับใหม่” หรือ The New Normal
4.ยูโรโซนจะยังตกอยู่ในสภาวะซึมต่อไปหรือไม่
5.เศรษฐกิจญี่ปุ่นหล่นกลับเข้าไปในภาวะถดถอยอีกรอบหนึ่งหรือไม่
ก่อนสิ้นปีผมเห็นตลาดหุ้นสหรัฐคึกคักเป็นพิเศษ ดัชนีดาวโจนส์นิวยอร์กทะลุเกิน 18,000 จุดเป็นครั้งแรก เหตุเพราะตัวเลขอัตราโตเศรษฐกิจของสหรัฐในไตรมาส 3 ของปีอยู่ที่ 5% ซึ่งถือเป็นสถิติต่อไตรมาสที่ดีที่สุดในสิบปี
จึงเป็นที่น่าจับตาว่าธนาคารกลางหรือ Fed ของอเมริกาจะเอายังไงกับนโยบายอัตราดอกเบี้ยในปีใหม่นี้ เพราะทุกความเคลื่อนไหวเรื่องดอกเบี้ยของสหรัฐจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจส่วนอื่น ๆ ของโลกทุกครั้งไป
โอกาสที่วอชิงตันต้องปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจึงมีสูงในปีนี้
ตัวเลขอัตราโตของเศรษฐกิจโลกสำหรับปีนี้น่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 3%
ผมมองว่าเศรษฐกิจเอเชียในปีนี้น่าจะกระเตื้องขึ้น นักวิเคราะห์ประเมินว่าโดยเฉลี่ยแล้วอัตราโตน่าจะอยู่ที่ 6-7% เทียบกับของไทยเราที่พยากรณ์ว่าจะอยู่ที่ 4-5% ซึ่งหากทำได้ตามเป้านี้ก็ยังถือว่าไม่เลวร้ายเกินไป พอรับได้ ปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำให้เห็นภาพนี้ชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีได้มากน้อยเพียงใด
ผู้นำจีนออกข่าวมาตลอดว่าเขาน่าจะทำให้เศรษฐกิจโตได้ 7% ในปีนี้อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่รักษาระดับนี้มาได้มาสองปีที่ผ่านมา จากเดิมที่เคยโตถึง 9-10% ซึ่งน่าจะสูงเกินกว่าที่จะรักษาให้ต่อเนื่องได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากยังไม่สามารถลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ
นักวิเคราะห์บอกว่าถ้าราคาน้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ประเทศในอาเซียนที่จะได้ประโยชน์น่าจะเป็นประเทศไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์
ขณะที่มาเลเซียจะได้รับผลกระทบทางลบ เพราะที่ผ่านมาหนึ่งในสามของรายได้ของรัฐบาลมาจากภาษีน้ำมันและแก๊ส
อินโดนีเซียก็น่าจะได้ประโยชน์จากการที่ราคาน้ำมันร่วงลงมา อย่างน้อยก็ทำให้แรงกดดันทางการเมืองต่อประธานาธิบดีโจโก วิโดโด น้อยลงเพราะนโยบายปรับราคาน้ำมันขายปลีกขึ้นตามราคาตลาดโลก จะกระทบชาวบ้านน้อยลงกว่าที่เคยประเมินเอาไว้เดิม
แต่ก็อาจกระทบราคาที่อินโดนีเซียผลิตขายไปต่างประเทศ เช่น น้ำมันปาล์มและถ่านหิน จึงทำให้มีการปรับการคาดการณ์ว่าอัตราโตของจีดีพีของอินโดฯปีนี้อาจลดจากเดิม 6-7% มาอยู่ที่ 5.5%
(ซึ่งก็ยังสูงกว่าของไทย)
หากเศรษฐกิจสหรัฐกระเตื้องและจีนยังรักษาอัตราโตที่ 7% อีกทั้งเพื่อนอาเซียนอื่น ๆ ยังมีสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่พลาดเป้ามากนัก การส่งออกของไทยก็น่าจะต้องดีกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ
หาไม่แล้ว การส่งออกของเราก็จะตกอยู่ในสภาพฝืดเคือง ยกเว้นเสียแต่ว่าเราจะสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศให้คึกคักอย่างแท้จริงได้
ทั้งหมดนี้อยู่ที่รัฐบาลนายกฯประยุทธ์ จะสามารถลงแส้ข้าราชการ ประสานเอกชน และกวดขันการเบิกจ่ายโครงการต่างๆ อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และประเมินผลงานกันอย่างกระชั้นชิดตลอดเวลา









