การเป็นดารา ไม่อาจการันตีความสำเร็จที่เหนือกว่าคนธรรมดา เพียงแต่อาจมีภาษีดีกว่าตรงที่ทำสินค้าแล้วคนรู้จักเร็ว
ผมมีน้องคนหนึ่งที่สนิทกันมาตั้งแต่ทำงานที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเมื่อหลายปีมาแล้ว เขาชื่อ ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล ชื่อเล่น แก็ป
แก็ปเข้ามาทำงานที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ในฐานะนักออกแบบ เนื่องจากแก็ปจบสถาปัตย์สาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์มา นับว่าแก็ปเป็นหนุ่มหล่อคนแรกสุดของวงการนวัตกรรม เพราะก่อนหน้าแก็ปจะมาร่วมงาน หันหน้าไปทางไหนก็เจอแต่ผู้ชายปลากะโห้ทั้งสิ้น
มิหนำซ้ำ แก็ปยังมีประวัติเป็น 1 ใน 50 หนุ่ม Cleo ประจำปี 2548 อีกด้วย ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยว่า ป้าๆ น้าๆ ในแวดวงคนทำงานนวัตกรรมจะวี๊ดว๊ายกันขนาดไหน
แก็ปมีศักยภาพเป็นนักออกแบบมือฉกาจ ผมเคยขอให้เขาช่วยเหลือในงานหลายครั้ง ก็ได้ผลงานที่ประทับใจตลอดมา แต่มีสิ่งหนึ่งที่แก็ปมักจะเปรยๆ คือ เขาอยากทำงานในวงการบันเทิง ตอนนั้น ผมค่อนข้างขำในความคิดของแก็ป ในสายตาผม แก็ปเป็นเด็กหน้าตาดี มีความรู้ มีประวัติแวะเวียนวงการมาบ้างเล็กน้อย แต่เมื่อมีความสามารถด้านการออกแบบ ก็น่าที่จะทำงานตามเส้นทางวิชาชีพของตนเองมากกว่า
อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่ปี แก็ปก็จากพวกเราไป...เพื่อเดินตามความฝันของตัวเอง คือ การทำงานในวงการบันเทิง
หลังจากนั้น ผมก็ยังคงพบเจอแก็ปอยู่อีก แต่เป็นในจอทีวี โฆษณา และภาพยนตร์ ที่พวกเราเองก็ช่วยกันดู ช่วยกันเชียร์ อยากเห็นน้องได้ดีในวงการ และอยากได้ชื่อว่า รู้จักดาราคนนี้ด้วยนะเธอ
มีช่วงหนึ่งที่แก็ปหายไปจากจอบันเทิง ส่วนตัวผมเองก็ไปทำงานในมหาวิทยาลัยกรุงเทพ วันหนึ่งแก็ปโทรศัพท์เข้ามาหาผมเพื่อขอปรึกษาปัญหาบางอย่าง เราคุยกันอยู่นานนับชั่วโมงทีเดียว
แก็ปกลับมาใช้ความรู้ในสาขาที่ตัวเองเรียนมา ในการสร้างสรรค์แนวคิดทางธุรกิจใหม่ขึ้นมาอย่างหนึ่ง เป็นกระดาษห่อของขวัญ ที่สามารถพับแล้วพับอีกเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ แก็ปมาปรึกษาผมในเรื่องของการจดทะเบียนขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
ผมให้คำปรึกษาโดยไม่ได้เห็นหน้าค่าตาของงานประดิษฐ์ของแก็ป แต่ผมก็บอกไปว่า เท่าที่ฟังดู น่าที่จะขอรับความคุ้มครองได้ หลังจากนั้น แก็ปก็โทรมาสอบถามรายละเอียดอีกสองสามครั้ง แล้วก็หายไป
ผมมาเจออีกทีก็ทราบว่า แก็ปมีสังกัดเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว และทางผู้ใหญ่ก็สนับสนุนพอสมควร กระนั้นก็ตาม เมื่อคุยกันแก็ปก็บอกว่า วงการมันไม่แน่นอนครับพี่ ผมเองก็อายุเพิ่มขึ้นตลอดเวลา มีเด็กใหม่ๆ หมุนเวียนเข้ามาต่อเนื่อง ผมเลยคิดว่า ต้องหาธุรกิจรองรับเอาไว้บ้าง
จริงๆ ดาราส่วนใหญ่ก็น่าที่จะตระหนักในเรื่องนี้นะ เพราะมักจะมีธุรกิจบางอย่างรองรับไว้ อาจด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน บางคนใช้เพื่อการกระจายรายได้ลดหย่อนภาษี บางคนต้องการสร้างฐานธุรกิจให้ตัวเองเผื่ออนาคต บางคนทำธุรกิจแล้วสามารถต่อยอดย้อนกลับมาสร้างโอกาสในวงการบันเทิงของตัวเองได้อีก ฯลฯ
ผมอยากเรียกคนเหล่านี้ว่าเป็น Darapreneur ผสมมาจากคำว่า ดารา กับ entrepreneur ที่แปลว่าผู้ประกอบการ ซึ่งถ้าจะพูดสั้นๆ ก็น่าจะหมายถึง ผู้ประกอบการที่เป็นดารา
ดาราหลายคนประสบความสำเร็จอย่างมาก ในขณะที่หลายคนทำธุรกิจเป็นงานอดิเรก ส่วนบางคนอาจถึงขั้นล้มละลาย พังเพราะเลือกถมเงินทุนลงไปในธุรกิจแล้วผิดพลาด
ดาราก็เฉกเช่นเดียวกับคนทั่วไปคือ บางครั้งนำเงินสะสมที่ตัวเองมีไปทำในสิ่งที่ตัวเองอาจไม่ถนัด ทำตามกระแส หรือทำแล้วประสบปัญหาเชิงธุรกิจ แม้แต่การขัดแย้งกับหุ้นส่วน
การเป็นดารา จึงไม่อาจการันตีความสำเร็จที่เหนือกว่าคนธรรมดา เพียงแต่อาจมีภาษีดีกว่าตรงที่ เมื่อทำสินค้าหรือบริการออกมา คนมักจะรู้จักได้เร็ว สร้างการยอมรับได้ดีกว่า แต่สุดท้ายแล้วสินค้าหรือบริการที่ดี ที่แตกต่าง จะเป็นตัวตัดสินความสำเร็จ
ผมคิดว่า ปัญหาอย่างหนึ่งของการส่งเสริมผู้ประกอบการในบ้านเราคือ เรามองคำว่า ผู้ประกอบการ แตกต่างจากฝรั่ง เนื่องจากความคิดนี้มีที่มาจากฝรั่ง ดังนั้น จึงสมเหตุสมผลที่เราควรย้อนกลับมาดูว่า ต้นฉบับเขามองเรื่องนี้จริงๆ กันอย่างไร
ผมเคยคุยกับบิ๊กอเมริกันคนหนึ่งที่มีเกียรติประวัติเป็นอดีตประธานมูลนิธิที่ส่งเสริมงานด้านผู้ประกอบการ ซึ่งมีชื่อเสียงในระดับโลกชื่อ มูลนิธิคอฟฟ์แมน
เขาบอกผมว่า ในมุมมองของเขา การจะเรียกว่าเป็น “ผู้ประกอบการ” ได้นั้น ควรที่จะมีลูกจ้างสัก 5-10 คนขึ้นไปที่สำคัญที่สุดคือ ธุรกิจนั้นต้องสามารถเติบโตได้ด้วย
เพราะฉะนั้น คนขับรถแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซต์ แม่ค้าส้มตำ คนขายล็อตเตอร์รี่ เฮียเจ้าของร้านบะหมี่หมูแดงหน้าปากซอย ฯลฯ จึงไม่เข้าข่ายที่จะเรียกว่าเป็นผู้ประกอบการได้เลย แต่สามารถเรียกว่าเป็นการทำ “ธุรกิจอิสระ” หรือการ “จ้างตัวเองทำงาน” อย่างที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า self-employed ได้
เนื่องมาจากธุรกิจข้างต้นนี้ ไม่ใช่ธุรกิจที่มีโมเดลของการเติบโต ในทางตรงข้ามต้องพึ่งพาแรงงานของตัวเองเป็นหลัก วันไหนหยุดก็ไม่มีเงิน วันไหนป่วยก็ต้องเสียเงินอีก
แต่หากว่า คนข้างต้นสามารถสร้างโมเดลธุรกิจขึ้นมาใหม่ เช่น ปล่อยรถแท็กซี่ให้เช่า พัฒนาธุรกิจรับส่งเอกสารด่วน เปิดเฟรนไชส์ร้านส้มตำ บะหมี่หมูแดง ฯลฯ อย่างนี้ จะเป็นการพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นผู้ประกอบการจริงๆ ได้ มีการจ้างงานเพิ่ม มีแนวทางที่จะขยายการเติบโตของธุรกิจ
ดารานั้นโชคดีกว่าหน่อย ตรงที่พอหันมาทำธุรกิจก็ไม่มีเวลามากพอ เมื่อไม่มีเวลาก็ต้องหาคนมาทำโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจเป็นเพื่อน แฟน เครือญาติ หรืออาจจ้างมืออาชีพมาเลย ทำให้เกิดการจ้างงาน และเมื่อมีต้นทุนเพิ่ม ก็ต้องคิดที่จะพัฒนาเพื่อหารายได้เพิ่ม ซึ่งก็คือการสร้างการเติบโต
คนที่เป็นดาราเมื่อมาทำธุรกิจ จึงมีแนวโน้มที่จะสร้างธุรกิจใหม่ในสเกลเริ่มต้นอย่างน้อยที่สุดก็เป็นไซส์ S (small – ขนาดย่อม) แล้ว หลายคนเริ่มต้นยังเป็น M (medium – ขนาดกลาง) ด้วยซ้ำ
ผมจึงคิดว่า จริงๆ แล้วเราควรส่งเสริมให้ดาราทำธุรกิจกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น ลดโอกาสความล้มเหลวลงโดยการให้ความรู้อย่างถูกต้องเหมาะสม เราจะสามารถมีธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ตามมาด้วยการจ้างงาน การบริโภค และการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม ดาราหลายคนมีศักยภาพที่จะเป็นผู้ประกอบการแบบ SMEs โดยแท้ ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญของประเทศเส้นหนึ่ง
ผมนึกเล่นๆ ว่า ถ้าหากเราจัดงานอีเว้นท์รวมเฉพาะธุรกิจของดาราไทยนี่ จะใช้พื้นที่ในการจัดงานใหญ่ขนาดไหนกัน และน่าจะมีคนเข้าร่วมงานมหาศาลขนาดไหน จะเกิดการจับคู่ทางธุรกิจ ต่อยอดไปได้ไกลอีกเท่าไหร่ หรือไม่แน่ว่าอาจถึงขั้นมีการร่วมลงทุนจากคนที่มีเงินถุงแล้วมองเห็นโอกาสที่ดาราคนนั้นๆ สามารถสร้างได้ในอนาคต และเมื่อดาราหลายคนหันมาทำธุรกิจแข่งขันกัน ก็ย่อมนำมาซึ่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
แน่นอนว่า ในความฝันเล็กๆ นี้ ผมก็อยากเห็นแก็ปประสบความสำเร็จในธุรกิจอย่างที่เขาคาดหวังด้วย






