หากยุบเลิกไปไม่เพียงแต่เราจะขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศแล้วยังทำให้ประชาชนขาดที่พึ่งเมื่อถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน
หลังจากที่ใช้เวลาในการรวบรวมรายงานเป็นเวลาถึง 3 ปี เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 57 ที่ผ่านมา The International Coordinating Committee of National Human Rights Institutions หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า The International Coordinating Committee (ICC) ซึ่งเป็นคณะกรรมการประสานงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทั่วโลกเสนอให้มีการลดเกรดคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนไทย (กสม.) จากระดับ A ไปเป็นระดับ B โดยให้เวลา 1 ปี เพื่อหาเอกสารยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามหลักการปารีส (The Paris Principles) หรือไม่
ซึ่งปฏิกิริยาตามมาจากข่าวดังกล่าวมีหลายรูปแบบ บ้างก็ว่า ลดเกรดมาเป็น “B” นั่นยังน้อยไป น่าจะเป็น “F” เสียด้วยซ้ำ (มีแค่ ABC เท่านั้น) บ้างก็เสือกไสไล่ส่งให้ยุบทิ้งไปเลยก็ดี อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด ฯลฯ
หลักการปารีส (The Paris Principles) คืออะไร
หลักการปารีสเป็นแนวความคิดในการจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศต่างๆ ซึ่งกำหนดขึ้นจากการสัมมนาว่าด้วยสถาบันแห่งชาติและท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันถึงมาตรฐานขั้นต่ำของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงได้มีการกำหนดแนวทางของอำนาจและหน้าที่ของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขึ้นโดยได้รับการรับรองจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (General Assembly) ในมติที่ 48/134 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 1993 ซึ่งหลักการปารีสนี้ได้กำหนดแนวทางการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของรัฐที่เป็นอิสระ เพื่อที่จะ
1) ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
2) แนะนำรัฐบาลในเรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชน
3) ทบทวนกฎหมายสิทธิมนุษยชน
4) เตรียมรายงานสิทธิมนุษยชน
5) รับและสอบสวนเรื่องราวร้องทุกข์จากสาธารณชน
มาตรฐานสากลตามหลักการปารีสที่จะทำให้สถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติมีประสิทธิภาพ จะต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 6 ประการคือ
1) มีความเป็นอิสระในการทำงาน มีอำนาจตัดสินใจโดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐบาลและหน่วยงานอื่นใด ควรมีการเชื่อมโยงกับรัฐสภาหรือขึ้นต่อประมุขของรัฐมีการบริหารจัดการที่เป็นเอกเทศ มีกฎระเบียบของตนเอง ตั้งงบประมาณได้อย่างเพียงพอ แต่งตั้งและถอดถอนกรรมการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้ต้องมีองค์ประกอบที่หลากหลายและเป็นตัวแทนของกลุ่มต่างๆ ในสังคมอย่างแท้จริง
2) ต้องกำหนดภาระหน้าที่อย่างชัดเจนและมีอำนาจเพียงพอในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายจัดตั้งสถาบัน และตามข้อตกลง กติกา อนุสัญญาระหว่างประเทศ ที่สำคัญต้องได้รับอำนาจทางกฎหมายอย่างเพียงพอไม่ว่าในการสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชน การเรียกเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลมาให้ข้อเท็จจริงหรือข้อมูล เป็นต้น
3) ต้องเป็นสถาบันที่บุคคลและคณะบุคคลทุกฝ่าย สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยมีกฎเกณฑ์และกระบวนการทำงานที่ประชาชนสามารถติดต่อยื่นคำร้องเรียนได้ อย่างสะดวกรวดเร็ว มีสำนักงานสาขาทุกภูมิภาคเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ได้ทั่วประเทศ
4) ต้องยึดหลักการความร่วมมือกับทุกฝ่ายตั้งแต่สหประชาชาติ สถาบันสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาคและระดับประเทศ องค์การเอกชนหรือองค์การที่มิใช่ของรัฐ (NGO) ตลอดจนองค์การระหว่างรัฐบาล (Intergovernmental Organizations) ที่มีหน้าที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและกับหน่วยงานตุลาการ
5) ต้องยึดหลักประสิทธิภาพในเชิงปฏิบัติการ (Operational efficiency) โดยการจัดหาทรัพยากรที่เพียงพอ วิธีการทำงานที่ไม่เป็นแบบราชการ บุคลากรมีความรู้ และความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ฯลฯ
6) ต้องมีความรับผิดชอบทางด้านกฎหมายและด้านการเงินต่อรัฐบาลและรัฐสภา โดยต้องเผยแพร่รายงานและให้สาธารณชนตรวจสอบการทำงานของสถาบันได้อย่างแท้จริง
โดยมีการจัดลำดับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆ ด้วยซึ่งระดับ A หมายถึงการทำงานเป็นไปตามหลักการฯ B หมายถึงการประเมินพบว่าการทำงานไม่ครบถ้วนตามหลักการฯ และ C หมายถึงไม่เป็นไปตามหลักการฯ
การเสนอลดระดับของไทยลงจาก A เป็น ในครั้งนี้คณะกรรมการฯให้เหตุผลว่าการคัดเลือกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยเรานั้น
- ไม่มีการประกาศประชาสัมพันธ์การรับสมัคร
- คณะกรรมการคัดเลือกมีจำนวนผู้เข้าร่วมที่มาจากองค์กรสาธารณะจำนวนน้อย ไม่ชัดเจนถึงความเป็นผู้แทนฯ หรือการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือภาคประชาสังคม
- ไม่มีบทบัญญัติใดที่แสดงถึงการปรึกษาหารือหรือการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการรับสมัครการคัดเลือกและกระบวนการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
- ไม่ชัดเจนและไม่มีรายละเอียดที่ดีพอถึงคุณสมบัติของผู้รับสมัครเข้าเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
และมีข้อสังเกตว่า
- ล้มเหลวในการในปฏิบัติการต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรง (failed to address serious human rights violations)
- มีการแสดงความเห็นทางการเมืองในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ (expressed their political views while on duty)
การลดระดับของไทยลงจาก A เป็น B จะทำให้ไทยเราไม่สามารถแสดงความเห็นหรือนำเสนอเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรต่อที่ประชุมใหญ่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (unable to express its opinions or present written documents to UNHRC)
เมื่อเราดูจากเนื้อหาของหลักการปารีสและเหตุผลที่เขาเสนอให้มีการลดระดับของไทยเราแล้วจะเห็นได้ว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทยนั้นก็สมควรที่จะถูกลดเกรดตามข้อเสนอนั้นจริงๆ เพราะที่มาตามรัฐธรรมนูญปี 50 กำหนดให้มีกรรมการสรรหา กสม. จำนวนเพียง 7 คน ประกอบด้วยฝ่ายการเมือง 2 คนคือประธานสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในสภาฯ และจากฝ่ายตุลาการถึง 5 คน แต่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 กรรมการสรรหา กสม. ประกอบด้วยตัวแทนจากส่วนต่างๆ ของภาคประชาสังคมถึง 25 คน และเมื่อพิจารณาถึงบทบาทการวางตัวของประธาน กสม.ที่ผ่านมายังเป็นที่ค้างคาใจเป็นอันมาก ในส่วนของกรรมการฯคนอื่นนอกจากคุณหมอนิรันดร์แล้วที่เหลือแทบจะเรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่โลกลืมไปเลย
ควรยุบเลิกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนหรือไม่
ด้วยข้อผูกพันตามหลักการปารีส และปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (Universal Declaration of Human Rights หรือ UDHR) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นกลไกส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่สำคัญในสังคมประชาธิปไตย ในฐานะเป็นสถาบันที่ตรวจสอบรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เราจึงไม่สามารถที่จะยุบเลิกได้ หากยุบเลิกไปไม่เพียงแต่เราจะขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศแล้วยังทำให้ประชาชนขาดที่พึ่งเมื่อถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกด้วย ในเมื่อตัวบุคคลและโครงสร้างมีปัญหา เราก็ต้องปรับแก้ที่โครงสร้างการได้มาและอำนาจหน้าที่เสียใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเหมือนดั่งนานาอารยประเทศทั้งหลาย นั่นเอง









