เคยมีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราประกาศลั่นไปทั่วเอเชียว่าเราจะมุ่งทะยานสู่ความก้าวหน้าเพื่อปรับตัวเป็นเสือตัวที่ห้า
ในเอเชีย ต่อจาก ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน หลายปีผ่านไปผมเห็นเสือโผล่มาอีกหลายตัวในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ บางตัวเป็นยิ่งกว่าเสือ คือเป็นมังกรเลย บางตัวก็เป็นเสือแล้ว บางตัวเป็นลูกเสือแต่เขี้ยวแหลมแล้ว แต่เสือไทยยังไม่มา แต่ตอนนี้ประเทศไทยไม่สนใจจะเป็นเสือแล้วเพราะมีของเล่นใหม่ คือแต่งตัวเตรียมไปกับชมรม AEC (Asean Economics Community)
เรื่องที่สำคัญให้ประชาชนและผู้ค้าทั้งรายใหญ่รายย่อยสามารถเข้าสู่ระบบข่าวสารความเป็นไปของโลกภายนอก เพื่อที่จะสามารถโฆษณาคุณภาพสินค้าและการให้บริการของตนเองให้แก่ลูกค้าทั้งโลกได้และสามารถรับคำสั่งซื้อได้จากทั่วโลก เพื่อตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานของสินค้าและบริการของผู้อื่นจะได้เปรียบเทียบกับคุณภาพ มาตรฐานและราคาของตนเองเพื่อที่จะแข่งกับเขาได้ วิธีการคือต้องให้ประชาชนตามชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศสามารถเข้าถึง (access) ระบบข่าวสารทางดิจิทัล หรือ internet ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะโดยการใช้สายเคเบิลหรือโดยการใช้คลื่นวิทยุไม่ต้องมีสาย ถ้าเราหันไปดูรอบๆ ตัวเราในเอเชีย จะเห็นได้ว่าประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเราพัฒนาในด้านดิจิทัลไปมากแล้ว
ปัจจัยที่สำคัญในการเข้าถึงระบบข่าวสารดิจิทัลนั้นคือความเร็ว ซึ่งรัฐควรส่งเสริมให้มีความเร็วสูงเป็นไปตามความเร็วสากล เช่น ความเร็วเป็นระดับ 3G, 4G, 5G หรือ 10G โดยรัฐท่านไม่ต้องมาแย่งกันเป็นผู้ให้ใบอนุญาตหรือเก็บค่าหัวคิวจากผู้ให้บริการ การให้บริการข่าวสารได้เร็วก็จะยิ่งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของชาวไทยให้สามารถทัดเทียมกับชาวต่างประเทศได้
รัฐสามารถส่งเสริมให้การเข้าถึงข้อมูลโดยมีความเร็วสูงเหล่านี้ได้โดยจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การวางโครงข่ายการสื่อสารต่างๆ ทั่วประเทศ การจัดให้มีการให้บริการ Fiber Optic อย่างเพียงพอ และบริการ Gateway เปิดประตูการสื่อสารทั้งเข้าและออกจากประเทศโดยมีศักยภาพสูง ซึ่งการลงทุนเหล่านี้ต้องใช้เงินทุนสูงและมีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน เช่น หากเอกชนจะลงทุนให้บริการ ก็อาจจะเป็นการประกอบกิจการแข่งกับรัฐวิสาหกิจ ถ้าเอกชนทำได้ดีกว่ารัฐวิสาหกิจ พนักงานและผู้ใช้แรงงานของรัฐวิสาหกิจก็อาจจะเดือดร้อน ถ้าเอกชนประกอบกิจการแล้วไม่สำเร็จก็มีผลกระทบต่อผู้ลงทุนและสถาบันการเงินผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินเป็นระลอกคลื่น
เรื่องนี้ก็เคยมีผู้ตั้งคำถามว่าเอกชนจะทำงานร่วมกันกับรัฐวิสาหกิจได้หรือไม่ ก็มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนกันและปัญหาเรื่องความแตกต่างระหว่างมาตรฐานการให้คุณให้โทษของพนักงานของรัฐวิสาหกิจกับพนักงานองค์กรเอกชน วิธีใหม่ที่มีผู้สนใจมากคือการที่ให้ภาครัฐลงทุนเป็นผู้นำในการจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานนี้ล้วนจัดการขายหุ้นออกสู่มหาชนผู้สนใจโดยรัฐแปรสภาพเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย โดยให้เอกชนมืออาชีพเข้าบริหาร ภายใต้กลไกของตลาดหลักทรัพย์
เมื่อมีการค้าและการให้บริการผ่านทางระบบดิจิทัลเจริญเติบโตมากขึ้นแล้ว สิ่งที่ต้องมีตามมาคือระบบ logistic สำหรับสินค้าและการบริการที่มีรูปร่างและต้องจัดส่งให้แก่ลูกค้าไม่ว่าจะรับจากต่างประเทศมาส่งให้ลูกค้าในประเทศหรือรับจากในประเทศไปส่งให้ลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งเริ่มตั้งแต่บรรจุหีบห่อและการจัดส่ง ในปัจจุบันการจัดส่งรายย่อยยังถูกผูกขาดโดยบริษัทไปรษณีย์จำกัด แต่ก็มีผู้เข้ามาแข่งการจัดส่งเหล่านี้เช่นบริการของ บขส., FedEx, DHL, UPS ซึ่งดำเนินการกันตามอัธยาศัย แต่ยังไม่ทั่วถึงทั้งประเทศ ในประเทศจีนเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจดิจิทัลของเขาเริ่มโตขึ้น ก็ปรากฏมีบริการ logistic ในประเทศเขาขึ้นอย่างมหาศาล จนเป็นที่จับตาของนักลงทุนอยู่มากมาย มีนักวิเคราะห์บางท่านบอกว่าผลประกอบการของ Amazon ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการทางด้านซื้อขายหนังสือและสินค้าอื่นๆ รายใหญ่ที่สำคัญยิ่งของสหรัฐนั้นมาจากรายได้ค่าส่งสินค้าของ Amazon ซึ่งเป็นส่วนที่ทำกำไรมากที่สุดของเขา เมื่อรัฐไม่สามารถให้ด้านนี้ได้เองก็ควรส่งเสริม (ไม่ให้สัมปทานนะครับ แต่เปิดเสรีเลย) ให้เอกชนแข่งกันให้บริการในด้านนี้
สิ่งที่สำคัญมากต่อมาก็คือการส่งเสริมธุรกรรมดิจิทัลและธุรกรรมต่างประเทศโดยออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ ควรคำนึงว่า การซื้อขายหรือการเรียกใช้บริการโดยผ่านระบบ internet โดยที่สินค้าหรือการให้บริการนั้นเป็นของที่มีมูลค่าไม่มากนัก แล้วมีการจ่ายเงินกันผ่านทางระบบ internet กฎหมายจะรับรองคุ้มครองผู้ซื้อผู้ขายอย่างไร ผู้ซื้อผู้ขายย่อมไม่ทำการยกร่างสัญญาซื้อขายสำหรับธุรกรรมที่มีมูลค่าไม่มากนี้ ปัญหาในปัจจุบันคือความไม่ชัดเจนว่าการตกลงกันทางดิจิทัล เช่น ทาง email หรือการโฆษณาทาง facebook ฯลฯ นั้น จะใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องกันในศาลได้เพียงไร กฎหมายเรายังไม่พร้อมที่จะให้ความคุ้มครองประชาชนในด้านนี้
กฎหมายควรจะต้องถูกปรับปรุงให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ของโลกให้มากขึ้น เช่น ให้ความคุ้มครองรับรองนิติกรรมต่างๆ ทางดิจิทัลให้สามารถใช้เป็นหลักฐานกันในชั้นศาลได้ รวมตลอดถึง การประชุมทางวีดิโอ (ซึ่งเป็นเรื่องที่ขำไม่ออกที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางท่านนำมาใช้ในการพิจารณาคดีของศาลตั้งนานแล้ว แต่กระทรวงพาณิชย์และสมาชิกสภาฯของเรายังไม่ยอมปรับปรุงกฎหมายพาณิชย์ให้ยอมรับให้ใช้วิธีการนี้กับการประชุมของเอกชนทางแพ่งและพาณิชย์ เช่น ประชุมกรรมการ ฯลฯ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่คอขาดบาดตายน้อยกว่าการพิจารณาคดีในศาล) แม้ในปัจจุบัน คสช. ท่านมีคำสั่งให้การประชุมทางวีดิโอในการประชุมเฉพาะในประเทศใช้เป็นหลักฐานได้แล้วก็ตาม ที่ถูกต้องแล้วควรให้ใช้กับการประชุมระหว่างประเทศได้เพราะเป็นเรื่องประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก
ถ้าเราจะส่งเสริมธุรกรรมทางดิจิทัล ก็จะเป็นเรื่องที่เปิดโอกาสให้คนชั้นกลางที่ไม่มีกำลังทางการเงินเพียงพอที่จะออกไปตั้งสำนักงานในต่างประเทศสามารถทำธุรกิจระหว่างประเทศได้ ลูกสาวของเพื่อนผมคนหนึ่งทำงานอยู่ที่บ้าน ความจริงทำงานหาเงินในห้องนอนครับ อ๊ะ..อ๊ะ.. อย่าคิดมาก เธอออกแบบเครื่องประดับแล้วใช้คอมพิวเตอร์ว่าจ้างผู้รับเหมาในประเทศอื่นประดิษฐ์ตามแบบ แล้วรับคำสั่งซื้อสินค้าจากอีกประเทศหนึ่ง แล้วก็สั่งส่งสินค้าไปให้ เธอทำทั้งหมดนี้โดยไม่ต้องมีห้องทำงานเลย แต่ได้เงินเป็นล่ำเป็นสันและเรียกตัวเองได้ว่าเป็นนักธุรกิจระหว่างประเทศ ถ้าดิจิทัลอีโคโนมีเกิดขึ้นได้ตามความฝันของรัฐบาลชุดนี้ในรูปแบบที่ถูกต้อง คนชั้นกลางของไทยจะสามารถมีช่องทางประกอบอาชีพหาเงินได้มากขึ้น เมื่อหาเงินได้มากขึ้นก็จะใช้เงินจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น จะเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจของเราไปได้อย่างมาก
ปัจจัยสำคัญหลักสำหรับธุรกิจดิจิทัลและการค้าระหว่างประเทศอีกอย่างหนึ่งคือภาษาต่างประเทศ ในปัจจุบันมีให้เลือกถึงสองภาษา คืออังกฤษซึ่งติดต่อได้กับคนเกือบทั่วโลก อีกภาษาคือภาษาจีนซึ่งติดต่อได้กับคนพันกว่าล้านคน (ภาษาไทยติดต่อกับคนได้ 66 ล้านคนครับ) ซึ่งรัฐต้องส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศที่สำคัญให้เป็นวาระเร่งด่วนด้วย ผมพบคนชั้นกลางของเวียดนามและพม่าอย่างหลากหลายที่ไม่เคยไปศึกษาในต่างประเทศ แต่พูดจาและอ่านเขียนภาษาต่างประเทศได้ดีมาก เขาอธิบายว่า บิดามารดาของเขาเล็งเห็นความสำคัญของภาษาต่างประเทศว่าจะสร้างอนาคตแก่อาชีพของเขาได้ จึงใช้เงินทองที่อดออมเก็บมาไว้ ไปแอบจ้างครูมาสอนภาษาต่างประเทศที่บ้านกัน ในเวียดนามจะนิยมเรียนภาษาอังกฤษ ในพม่านิยมเรียนภาษาเกาหลี จีน และอังกฤษ (เกาหลีและจีนมีธุรกิจในพม่ามาก)
มีเรื่องที่รัฐบาลของเราจะต้องทำอีกมากเลยครับ









