วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Happy Money

เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้อ่านหนังสือชื่อ "Happy Money" เขียนโดย Elizabeth Dunn และ Michael Norton

หรือถ้าแปลเป็นไทยคือ "เงินที่มีความสุข" ซึ่งเนื้อหาหลัก คือ "การใช้เงินก่อให้เกิดความสุขสูงสุดแก่ผู้ใช้" ซึ่งเรื่องนี้คนทั่วไปอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องของรสนิยมของแต่ละคน และมักใกล้เคียงกันนั่นก็คือ ใช้เงินเพื่อสนองความต้องการของตนเองในด้านต่าง ๆ ตามที่ใจต้องการสูงสุดในขณะนั้นเราก็จะมีความสุขสูงสุด

แต่หนังสือเล่มนี้บอกว่านั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ผิด เพราะจากการศึกษาทางด้านจิตวิทยามากมายบอกว่า ความสุขที่ได้จากการจ่ายเงินซื้อสิ่งของหรือบริการแต่ละอย่างด้วยเงินที่เท่ากันนั้นไม่เท่ากัน สิ่งของหรือบริการบางอย่างจะให้ความสุขสูงกว่าและยาวนานกว่าสิ่งอื่น ดังนั้น ถ้าเรา “ใช้เงินเป็น” เราก็จะมีความสุขมากกว่าด้วยเงินที่เท่ากัน มาดูกันว่าสิ่งของหรือบริการประเภทไหนให้ความสุขมากกว่าและการใช้เงินแบบไหนที่จะก่อให้เกิดความสุขมากกว่าสิ่งที่เราเคยเชื่อ

หลักการใหญ่ข้อแรกที่ผู้เขียนนำเสนอก็คือ การใช้เงินซื้อ “ของ” นั้น มักจะให้ความสุขน้อยกว่าการ“ซื้อประสบการณ์” เพราะของนั้น อาจจะให้ความสุขในขณะที่ซื้อ แต่เวลาใช้ไปสักพักหนึ่งเราก็มักจะรู้สึกชิน ความสุขก็จะหายไป แต่ประสบการณ์นั้น จะอยู่ในความทรงจำไปอีกนานและทำให้เรามีความสุข วัตถุและสิ่งของนั้น แม้เป็นของหรูราคาแพง เช่น เพชรพลอย เครื่องเล่นไฟฟ้าราคาแพง หรือแม้แต่บ้านหรูนั้น มักให้ความสุขไม่เท่ากับประสบการณ์ที่น่าประทับใจ เช่น การท่องเที่ยวสุดแสนจะโรแมนติกหรือท้าทายที่ “ตรึงอยู่ในความทรงจำ” หรือเป็นประสบการณ์ “ครั้งหนึ่งในชีวิต” ที่เราจะได้ประสบ เป็นต้น

ในความรู้สึกของผมเอง การ “ซื้อประสบการณ์” นั้น มีคุณค่าและมีความสุขกว่าการซื้อสิ่งของจริง ๆ ถ้าจะนับว่าผมใช้เงินไปกับอะไรที่ค่อนข้างมากในแต่ละปี คำตอบก็คือการท่องเที่ยวโดยเฉพาะที่ผมชอบเป็นพิเศษก็คือ ได้ไปพบเห็นอะไรที่ดูแปลกตาและ “มหัศจรรย์” การซื้อประสบการณ์ที่ดีมากนั้น จึงควรเป็นสิ่งที่คิดถึงอันดับต้นๆ ในกรณีมีเงินพอที่จะทำได้

ข้อสองของ การที่จะทำให้การใช้เงินก่อให้เกิดความสุขมากขึ้นก็คือ “ทำให้มันเป็นการเลี้ยงฉลอง” หรือพูดง่าย ๆ อย่าทำอะไรหรือจ่ายเงินซื้ออะไรแบบเป็นเรื่อง “ทำประจำ” เพราะการที่เราทำอะไรซ้ำ ๆ เป็นประจำนั้นจะทำให้เราเคยชิน เราจะไม่รู้สึกว่าการทำอย่างนั้นจะเป็นความสุข การมีหรือทำอะไรหรือกินอะไรที่เรามีอย่าง “เหลือเฟือ” นั้น ความสนุก ความอร่อย หรือความสุขจะหายไปมาก

เทคนิคทำให้เรื่องต่างๆ เป็นการ “เลี้ยงฉลอง” นั้น คิดว่าแต่ละคนคงต้องค้นหา แม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการดื่มกาแฟร้านดังเราก็อย่าไปกินทุกวัน อาจจะกินแค่วันศุกร์ และกาแฟแก้วนั้นก็จะอร่อยเป็นพิเศษ เพราะเป็นกาแฟที่เรา “ตั้งใจรอ” มาหลายวัน แต่อะไรที่เรานาน ๆ จะมีโอกาสได้ทำหรือได้กินหรือได้ใช้มันนั้นจะดูมีคุณค่าและก่อให้เกิดความสุขได้มากกว่า

“ซื้อเวลา” นี่คืออีกเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นการใช้เงินอย่างฉลาดและคุ้มค่าให้ความสุขมากกว่าเรื่องอื่น ๆ อีกหลาย ๆ เรื่อง เหตุผลก็คือ เรามักจะ “เสียเวลา” ไปกับเรื่องที่ “ไม่รื่นรมย์” เป็นอันมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก “งานบ้าน” ที่เป็นงานประจำที่น่าเบื่อหน่าย วิธีการที่จะตัดสิ่งที่น่าเบื่อและไม่ก่อให้เกิดความสุขแก่เราที่ง่ายที่สุดก็คือ “จ้างให้คนอื่นทำ” หรือลดหรือไม่ต้องทำเองแต่ไป “ซื้อ” มากินเพื่อที่จะตัดเวลาที่เราต้องทำกินเอง เป็นต้น

หลักการสำคัญของเรื่องการซื้อเวลานั้นก็คือ งานนั้นถ้าเราทำเองจะต้องใช้เวลามากและเราไม่ชำนาญ นอกจากนั้น มันเป็นงานที่เราไม่ได้มีความสุขที่จะทำ ตัวอย่างวิธีการ “ซื้อเวลา” ง่าย ๆ ก็เช่น เราไปซื้อเครื่องดูดฝุ่นที่ทำงานเองอัตโนมัติมาใช้ให้มันดูดฝุ่นเวลาเราไม่ได้อยู่ที่บ้าน อีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่มากก็คือ เรายอมซื้อบ้านที่แพงขึ้นมากและมีพื้นที่ใช้สอยต่ำแต่มันอยู่ใกล้ที่ทำงานในเมือง แทนที่จะซื้อบ้านที่ใหญ่และอยู่นอกเมืองซึ่งห่างจากที่ทำงานมาก ซึ่งทำให้เราต้อง “เสียเวลา” เดินทางไปกลับทุกวันอย่างนี้เป็นต้น การซื้อเวลาจะทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้นที่จะทำอะไรต่าง ๆ ที่มีความสุขและหลีกเลี่ยง “ความทุกข์” ที่เกิดจากการต้องทำในสิ่งที่ไม่ได้ให้ความรื่นรมย์แก่เรา

“จ่ายก่อน บริโภคทีหลัง” นี่เป็นแนวคิดที่แปลกและหลายคนก็ไม่ใคร่จะเชื่อว่ามันจะเพิ่มความสุขได้ คนส่วนใหญ่ต้องการเลื่อนการจ่ายเงินออกไปให้นานที่สุดแต่ต้องการบริโภคหรือได้ใช้สินค้าก่อน คนคิดว่า “บินก่อนผ่อนทีหลัง” นั้นมีความสุข แต่จริง ๆ แล้ว การมานั่งผ่อนไปอีกหลายเดือนนั้นอาจจะก่อให้เกิดความทุกข์ตามมา การจ่ายพร้อมบินเองก็ไม่ได้ให้ความสุขเหมือนกับว่าเราจ่ายไปแล้วตั้งนาน เพราะว่าเมื่อจ่ายไปแล้วหลังจากนั้นเราก็ “ตั้งตาคอย” ว่าเราจะได้ไปเที่ยวอย่างมีความสุข ในวันที่กำลังเที่ยวนั้น เราก็เที่ยวอย่างสบายใจราวกับว่า “เที่ยวฟรี” จิตวิทยาของคนนั้น ลองนึกดูว่าถ้าเราจ่ายเงินล่วงหน้าเพื่อซื้อเครื่องมือสื่อสารรุ่นใหม่ล่าสุดที่ทุกคนรอคอย ช่วงที่เรากำลังรอนั้นเราจะมีความสุขมาก แต่เมื่อได้แล้วไม่กี่วันอารมณ์ความสุขก็จะหายไป ดังนั้น ถ้าเรามีโอกาสคราวหลังเวลาซื้ออะไรให้พยายามจ่ายก่อน อย่าจ่ายทีหลัง แต่เรื่องนี้ผมคิดว่าน้อยคนจะอยากทำ

เรื่องสุดท้ายของการจ่ายเงินที่จะก่อให้เกิดความสุขมากกว่าปกติก็คือ การ “ลงทุนในคนอื่น” หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “ให้เงินคนอื่น” เพื่อช่วยเหลือเขาหรืออาจจะแค่ให้เขาดีใจที่ได้รับเงินหรือของที่เขาอยากได้ การทำบุญทำทานหรือการบริจาคเงินเพื่อการกุศลก็เป็นรายการใหญ่อันหนึ่งในเรื่องของการ “ลงทุนในคนอื่น” นี่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องแปลกที่ว่าเราให้เงินคนอื่นแล้วเรากลับมีความสุขมาก เราไม่เสียดายหรือ?

มีคนเคยถาม วอร์เรน บัฟเฟตต์ ว่าเขารู้สึกอย่างไรหลังจากที่เขาประกาศบริจาคเงินส่วนใหญ่ของเขาให้กับสาธารณกุศลโดยเฉพาะกองทุนของบิลเกต เขาตอบว่าเขา “มีความสุขมาก” เขาไม่ได้พูดเล่น การศึกษาพบว่าคนที่บริจาคหรือให้เงินคนอื่นนั้น จะได้รับความสุขทางใจสูง แต่มีเงื่อนไขว่าเขาจะต้องสมัครใจเองจริง ๆ ไม่ได้ถูกบังคับหรือเสมือนถูกบังคับให้บริจาค และเขารู้ว่าเงินของเขานั้นจะไปถึงคนหรือองค์กรที่เขาเห็นว่าจะสามารถสร้างความแตกต่างได้ ไม่ใช่ให้ไปแล้วก็ไม่มีความหมายอะไรกับผู้รับ

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องของการใช้เงินที่จะก่อให้เกิดความสุขสูงสุดที่คนจำนวนมากอาจจะไม่ตระหนัก บางทีเราอาจจะต้องคิดเหมือนกันว่าเราจำเป็นต้องเป็นเจ้าของบ้านไหม? ถ้าการเป็นเจ้าของนั้นจริงๆ ไม่ได้ให้ความสุขอะไรมากมาย เงินที่เหลือจากการไม่ซื้อบ้านนั้น อาจจะสามารถ “ซื้อความสุข” อย่างอื่นได้มากกว่าก็เป็นได้ พูดเรื่องนี้เพราะนึกถึงตัวเองที่เพิ่งจะมีบ้าน“ของตัวเอง”จริงๆ เมื่อ 2-3 ปีมานี้เองโดยที่ไม่รู้สึกว่าความสุขหายไปไหนเลยในหลายสิบปีที่ผ่านมา