วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิชานิเทศศาสตร์ ที่เด็กทุกคน "ต้องเรียน"

ในมหาวิทยาลัยนั้น จำเป็นต้องเพิ่มวิชาในหมวดนิเทศศาสตร์เข้าไปด้วย เนื่องจากเหตุผลทางด้านการเปลี่ยนแปลงของสังคม

สวัสดีครับ วันนี้ผมขอเริ่มด้วยการย้อนอดีตไปในสมัยที่ผมเรียนปริญญาตรีสักเล็กน้อยครับ เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้นผมเรียนเอกการแปล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ ผมเรียนด้านภาษา ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า หากสมองของคุณเลือกที่จะเก่งด้านภาษาหรือด้านศิลปะแล้ว สมองด้านคำนวณและด้านวิทยาศาสตร์ของคุณจะรู้สึกฝ่อลงทันที บางครั้งผมยังแอบคิดว่า สมองฝั่งนี้ยังทำงานอยู่หรือเปล่าด้วยซ้ำไป และผมกับเพื่อนก็จะบ่นอยู่เป็นประจำว่า ทำไมเด็กอาร์ตตัวแม่ ติสต์ตัวพ่ออย่างเราต้องมานั่งเรียนวิชาศึกษาทั่วไป จำพวกวิชาสถิติอะไรพวกนี้ด้วย เพราะในตอนนั้น พวกเราเชื่ออย่างสนิทใจว่า จบมาแล้ว วิชานี้ก็ไม่น่าจะช่วยอะไรในชีวิตเราได้ โดยให้เหตุผลว่า ถึงแม้เราจะคำนวณออกมาได้ว่า ความน่าจะเป็นที่เราจะถูกหวยมันน้อยเหลือเกิน เราก็ยังยินดีซื้ออยู่ดี แต่พอเวลาผ่านไป เราจึงมาทราบว่า วิชานี้สอนเราให้เรียนรู้สถิติเพื่อเป็นพื้นในการทำวิจัยในตอนปี 3 ปี 4 นั่นเอง ซึ่งเราก็สอบผ่านวิชานี้มาจนได้ อาจจะหลายไม้ไปหน่อยก็ตาม (หลายไม้ ก็คือ หลายครั้งนั่นเองครับ)

ความจริงแล้ว วิชาศึกษาทั่วไปที่ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายคนเคยได้เรียน จะเป็นพวกวิชาในหมวดคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมและภาษาเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่สมัยนี้ ผมเชื่อและขอเรียกร้องว่า วิชาศึกษาทั่วไปในมหาวิทยาลัยนั้น จำเป็นต้องเพิ่มวิชาในหมวดนิเทศศาสตร์เข้าไปด้วย เนื่องจากเหตุผลทางด้านการเปลี่ยนแปลงของสังคมนั่นเอง

เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เมื่อพูดถึง “สื่อ” หลายคนจะนึกถึงแต่ โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือ ป้ายต่างๆ ซึ่งสื่อเหล่านี้ มักจะมีผู้ครอบครองเพียงไม่กี่หลาย คนที่จะสามารถใช้สื่อได้จริงๆ ต้องเป็นบุคคลที่มีอำนาจทางสังคมพอสมควร แต่ในปัจจุบันนี้เมื่อสื่อสังคม หรือ Social Media เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในสังคม อำนาจของการใช้สื่อ ได้เปลี่ยนมือไป จากเป็นเพียงกลุ่มบุคคลเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง กลายเป็นของทุกๆ คนไปได้ ยุคสมัยนี้ ทุกคนเป็นสื่อได้ ทุกคนเป็นนักข่าวและรายงานข่าวได้ ข้อมูลต่างๆ แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สะพัดกันในวงกว้าง แต่สิ่งที่สื่อสังคมสมัยนี้แตกต่างจากสื่อกระแสหลักในสมัยก่อนก็คือ เนื่องจากในสมัยก่อนนั้น สื่อยังมีจำนวนน้อย จริยธรรม จรรยาบรรณสื่อยังสามารถเป็นเรื่องที่พูดถึง และสั่งสอนอบรมกันได้ โดยเฉพาะสื่อที่จบมาจากคณะนิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชน หรือ วารสารศาสตร์ แต่ในปัจจุบัน ทุกคน ไม่ว่าจะเพศไหน เชื้อชาติใด การศึกษาระดับใด ทุกคนล้วนเป็นสื่อได้ เพียงสามขั้นตอน ถ่าย อัพ แชร์ แค่นั้น ทำให้จริยธรรม หรือ จรรยาบรรณของการเป็นสื่อที่ดี จึงไม่มีในสื่อสังคมเท่าที่ควร ซึ่งอาจก็ให้เกิดผลเสียต่อสังคมได้ในที่สุด ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า ในยุคสมัยนี้ ถึงเวลาที่วิชาทางด้านนิเทศศาสตร์ จึงควรเป็นวิชาศึกษาทั่วไปในมหาวิทยาลัยได้แล้ว อย่างน้อยก็ 2 วิชาหลักๆ

Media Literacy วิชารู้เท่าทันสื่อ การรู้เท่าทันสื่อเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคสมัยนี้ ยุคสมัยที่ ข้อมูลข่าวสารถาโถมเข้ามาจำนวนมากไม่เว้นแต่ละวัน เนื่องจากทุกคนมีมือถือ ทุกคนมีช่องทางของตัวเอง เรื่องไหน เรื่องใดที่ใครคนใดคนหนึ่งเห็นว่าน่าสนใจ ใครคนนั้นก็ถ่าย อัพ แชร์ได้ทันที ถ้าเป็นเรื่องที่ สังคมควรรู้ เป็นประโยชน์ต่อสังคม หรือ ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็ไม่มีปัญหา แต่หากเป็นเรื่องไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อสังคม เรื่องที่ปรุงแต่งขึ้น สร้างขึ้น เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือเพียงเพื่อทำร้ายผู้อื่น การรับข้อมูลประเภทนี้มา ผู้คนในสังคมควรต้องมีความรู้ความสามารถในการแยกแยะ หรือ “รู้ทัน” สื่อและข้อมูลเหล่านี้ให้ได้ เพื่อจะได้ไม่แชร์กันต่อๆ ไป เพราะหากแชร์กันต่อๆ ไปแล้ว สื่อเหล่านี้สามารถสร้างค่านิยมที่ผิดๆ ให้กับสังคมเราได้อย่างง่ายดาย

Media Laws and Ethics วิชาจริยธรรมสื่อ ในเมื่อสังคมพาเราไป เครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ พาเราไป พาให้พวกเราทุกคนกลายเป็นสื่อจำเป็นได้โดยปริยายแล้วนั้น เราทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาก็ควรที่จะต้องเรียนรู้จริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมายของการเป็นสื่อที่ดีด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา สื่อจำเป็นหลายคนไม่มีจริยธรรมหรือจรรยาบรรณพร้อมกับการไม่รู้กฎหมายใดๆ ของการเป็นสื่อเลย ทำให้สื่อเหล่านั้น ละเมิดสิทธิของคนหลายคน เช่น คนตบตีกันริมถนน สื่อจำเป็นเหล่านี้ก็จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย อัพ และแชร์ พร้อมเขียนวิจารณ์ต่างๆ นานา ควรแล้วหรือที่จะทำแบบนั้น และผิดหรือไม่ที่ทำแบบนั้น สิ่งเหล่านี้ ควรเป็นความรู้พื้นฐานสำหรับสังคมไทยในปัจจุบันแล้วครับ

ทั้งสองวิชาที่ผมได้กล่าวถึงนี้ เป็นสองวิชาที่ผมเห็นว่า อย่างน้อยคนไทยควรจะได้รู้ ได้เรียนเอาไว้ เพราะที่ผ่านมา บทเรียนต่างๆ ที่คนไทยได้เรียนรู้และไม่ได้ค่อยได้จำไว้ คือ เราเรียนรู้กฎหมายและจริยธรรมกันน้อยเกินไป น้อยจนทำให้คนเอาเปรียบเราได้ง่ายๆ และน้อยจนเราไปทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว...ใช่หรือไม่ครับ