ในช่วงนี้เป็นโอกาสดีที่จะทบทวนความคืบหน้าเกี่ยวกับ ภูมิปัญญาชาติไทย
อันเป็นหัวใจของหนังสือชื่อ “เศรษฐกิจพอเพียง ภูมิปัญญาชาติไทย” ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2543 หนังสือเล่มนั้นได้รับการปรับเปลี่ยนเนื้อหาและพิมพ์ออกมาอีก 2 ครั้งชื่อ “โต้คลื่นลูกที่ 4 เมื่อความพอเพียงคือคำตอบ” เมื่อปี 2549 และล่าสุดชื่อ “สู่ความเป็นอยู่แบบยั่งยืน แนวทางลดความเสี่ยงเพื่อสร้างสังคมสันติสุข” ซึ่งอาจดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา (www.bannareader.com) และของสโมสรหนอนหนังสือ (www.bookishclub.com)
ในฐานะที่ได้คลุกคลีกับการใช้แนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักมานานจนแน่ใจว่าแนวคิดนั้นต้องได้รับการปรับเปลี่ยนเนื่องจากภาวะของโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ขอเรียนย้ำว่า แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่เกิดจากมันสมองของคนไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักให้เหมาะสมกับภาวะของสังคมโลกได้
แนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักมีองค์ประกอบร่วมกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง 4 ด้าน นั่นคือ คุณธรรม ความรู้ การมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน แนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักในปัจจุบันใช้การบริโภคที่เพิ่มขึ้นไปแบบไร้จุดจำกัดเป็นหัวจักรขับเคลื่อน หัวจักรนี้ใช้ต่อไปไม่ได้เพราะโลกมีคนเพิ่มขึ้นทุกวันจนเกิน 7 พันล้านคนแล้วในขณะที่ทรัพยากรของโลกที่นำมาใช้ในการบริโภคร่อยหรอลงอย่างต่อเนื่อง ชาวโลกจะต้องยึดความ “ความพอประมาณ” แทนการบริโภคที่เพิ่มขึ้นไปแบบไร้จุดจำกัด โลกใบนี้จึงจะมีโอกาสพัฒนาแบบยั่งยืน
นับตั้งแต่ในหลวงตรัสเรื่องความพอประมาณในบริบทของการแก้วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อคืนวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ชาวไทยจำนวนหนึ่งได้น้อมนำแนวคิดอันประเสริฐยิ่งนี้ไปประยุกต์ใช้ แต่ส่วนใหญ่ดูจะยังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด ๆ เนื่องจากมีผู้บิดเบือนความหมายเพื่อหวังทำลายสถาบันและไม่ต้องการให้เกิดการนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายเพราะจะทำให้ตนขาดผลประโยชน์ เท่าที่พอจะสังเกตได้ ผู้นำไปประยุกต์ใช้มีอยู่ทั่วไปในทุกสายอาชีพ แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าเพราะอะไรสื่อส่วนใหญ่จึงมักไปเน้นเฉพาะเรื่องเกษตรกรรม สื่อเองอาจไม่เข้าใจ จงใจ หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือบิดเบือนซึ่งตัวเองอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือให้ตีความหมายเศรษฐกิจพอเพียงไปในทางนั้นเพียงทางเดียว
จริงอยู่การนำไปประยุกต์ใช้ในระดับบุคคลยังไม่แพร่หลายสมกับที่เป็นแนวคิดอันประเสริฐยิ่ง แต่ก็ยังมากกว่าการนำไปประยุกต์ใช้ในระดับนโยบายของประเทศ ทั้งนี้เพราะตั้งแต่ปี 2540 ยังไม่มีรัฐบาลใดนำไปประยุกต์ใช้อย่างแท้จริง ร้ายยิ่งกว่านั้น มาตรการและนโยบายหลายอย่างเป็นไปในทางตรงข้าม หรือต่อต้านแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง อาทิเช่น มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายเพื่อหวังจะให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วและนโยบายประชานิยมแบบเลวร้ายที่ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2544 และยังใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบันเพราะมันเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งซึ่งเริ่มแล้วเลิกยากมาก
หนังสือที่อ้างถึงมีข้อเสนอหลายอย่างรวมทั้งการก่อตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติภูมิปัญญาชาติไทย” ในการเสนอครั้งแรก ผมมิได้เจาะจงลงไปว่าจะใช้ผืนดินตรงไหนตั้งศูนย์ดังกล่าว ข้อเสนอนั้นไม่ก่อให้เกิดความสนใจในช่วงเวลากว่า 14 ปีเพราะไม่ปรากฏว่ามีใครเอ่ยถึง เมื่อหัวหน้า คสช. ย้ำหลายครั้งหลังยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่าจะน้อมนำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นฐานในการบริหารประเทศ ผมจึงได้นำเรื่อง “ศูนย์ปฏิบัติภูมิปัญญาชาติไทย” มาเสนออีกครั้งในบทความเรื่อง “อย่าท่องแบบศีลห้าถ้าคิดจะพัฒนาประเทศ” ซึ่งเผยแพร่ในเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์เมื่อบ่ายวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมาและอาจดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา การเสนอครั้งหลังนี้มีแนวคิดให้พิจารณาใช้ที่ดินที่อยู่ในครอบครองของทหารตั้งศูนย์แรกเพื่อนำร่อง อาทิเช่น สนามกอล์ฟในค่ายอดิศร สระบุรี หลังจากได้ไปสัมผัสที่ดินผืนนั้นอีกครั้ง ผมยังมองว่าที่ดินผืนนั้น หรือของหน่วยทหารในย่านใกล้เคียงกันมีปัจจัยหลายอย่างที่น่าจะเหมาะแก่การก่อตั้งศูนย์นำร่องของการปฏิบัติภูมิปัญญาชาติไทย
ศูนย์ดังกล่าวจะรวมภูมิปัญญาในด้านการดำรงชีวิตของชาวไทยในสมัยก่อนที่เทคโนโลยียุคใหม่จะเข้ามาครอบงำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกษตรกรรม การทำอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ยาสมุนไพร เครื่องมือเครื่องใช้ หรือพลังงาน การผลิตสิ่งเหล่านั้นโดยไม่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่จะคล้ายกับกลุ่มชาวอเมริกันชื่อ “อามิช” ที่ดำรงชีวิตอยู่ในอเมริกาเป็นเวลากว่า 300 ปีโดยไม่ใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรกล แนวการดำเนินชีวิตของชาวอามิชมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือชื่อ “อเมริกาที่ยังใช้ม้าเทียมไถ” ซึ่งอาจดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนาและจากคลังเอกสารสาธารณะ (www.openbase.in.th) การเสนอให้ใช้ที่ดินของทหารจะสะดวกต่อการให้ความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงแก่ทหารเกณฑ์ในช่วงสุดท้ายของกำหนดเวลาประจำการก่อนที่พวกเขาจะกลับบ้านเกิด คนหนุ่มเหล่านี้มีพลังที่จะน้อมนำแนวคิดไปใช้พร้อมกับส่งเสริมให้แพร่ขยายต่อไปอีกทอดหนึ่ง
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เมื่อปี 2549 นายโคฟี่ อันนัน ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้นำรางวัลด้านการพัฒนามนุษย์ขององค์การนั้นมาถวายในหลวงเป็นการยืนยันว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลต้นแบบของโลก ในบริบทนั้น มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า นายอันนันบ่นว่าเป็นที่น่าเสียดายที่แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนแสงสว่างอันมืดมนท่ามกลางกระแสอันเชี่ยวกรากของโลกยุคบริโภคนิยม รัฐบาลไทยจะยังปล่อยให้ภูมิปัญญาชาติไทยเป็นแสงสว่างอันมืดมนต่อไปอีกนานเท่าไร ใครทราบบ้าง?









