ในฐานะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองและพ่วงตำแหน่งหนึ่งในโฆษกกรรมาธิการ ทำให้มีผู้คนสอบถามเข้ามามาก
เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังถกเถียงกันเกี่ยวกับที่มาของนายกรัฐมนตรีว่าจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง พร้อมกับ cabinet list หรือ รายชื่อคณะรัฐมนตรีว่ามีข้อมูลความจริงเป็นประการใด
ในเรื่องดังกล่าวคงต้องเรียนว่าผมมีความเห็นสอดคล้องกับสิ่งที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนว่า "เรื่องที่ว่านี้ยังไม่สะเด็ดน้ำ" เป็นความเห็นส่วนหนึ่งของอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองที่ยังต้องไปอภิปรายกันในที่ประชุมสภาฯ ระหว่างวันที่ 15 ถึง 17 ธันวาคมนี้อีกหลายยก เพราะมีผู้สงวนสิทธิ์ในการอภิปรายทั้งเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย
ทั้งนี้ ในเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง ยังมีเรื่องของการพัฒนาสถาบันการเมืองให้มีความเข้มแข็ง ที่ในคณะปฏิรูประบบพรรคการเมืองที่ผมเป็นประธานฯ ต้องการส่งเสริมให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง มีสภาพเป็นสถาบันทางการเมืองที่สามารถหยั่งรากลึกในกระบวนการประชาธิปไตย ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เป็นสมาชิกพรรคมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของพรรคที่มีความหมายต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของพรรคการเมือง ที่กรรมการบริหารพรรคจะต้องให้ความสำคัญ และทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นโดยศักยภาพของบรรดาสมาชิก หาใช่เงินทุนหรืออิทธิพลของบุคคลภายนอกที่เข้ามาแทรกแซงการดำเนินงานของพรรคดังเช่นที่ผ่านมา
ยิ่งกว่านั้นยังมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับ "การยุบพรรค" กันอย่างกว้างขวาง มีทั้งผู้เห็นด้วยและเห็นต่างด้วยความกังวลว่าการยุบพรรคการเมืองง่ายเกินไปอาจก่อให้เกิดความอ่อนแอของการพัฒนาระบบพรรคการเมือง ขณะที่หากกำหนดหรือให้พรรคการเมืองมีภารกิจหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลพิทักษ์ "ผลประโยชน์แห่งชาติ" แล้วมีการล่วงละเมิดข้อกำหนดนั้น ถ้าไม่มีบทลงโทษหรือมาตรการสำคัญในการแก้ไขปัญหา การดำเนินการของพรรคการเมืองอาจเป็นพิษภัยต่อความมั่นคงของรัฐได้ จึงเห็นควรให้คงบทลงโทษว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองไว้อย่างรัดกุมมีเหตุมีผลมากยิ่งขึ้น
ส่วนการเป็นสมาชิกพรรคหรือการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองไม่น่าจะมีการกะเกณฑ์ให้ต้องเป็นสมาชิกพรรค เพราะถือเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างเสรี แต่ที่เห็นจะมีข้อถกเถียงกันอยู่ค่อนข้างมากน่าจะเป็นเรื่องของที่มาของ ส.ส. ส.ว. และการคงอยู่หรือยุบองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่เคยมีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ เพราะความเห็นยังคงมีความขัดแย้งและมีข้อวิจารณ์ถึงการทำงานที่ผ่านมาของบรรดาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่แม้จะไม่มีการประเมินอย่างเป็นรูปธรรม แต่ประจักษ์พยานที่เห็นจากข่าวสารการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนที่ผ่านมาน่าจะเป็นบทพิสูจน์ตัวตนตนและความเป็นไปของแต่ละองค์กรได้อย่างดี
ดังได้นำเรียนแล้วว่าหลายสิ่งที่ได้กล่าวถึงนี้จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบและใช้ความระมัดระวังในการก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ผมเชื่อมั่นว่าสมาชิกสภาปฏิรูปส่วนใหญ่มีเข็มทิศนำทางอันเดียวกัน คือ ผลประโยชน์ของชาติ สถาบันหลักของประเทศและปวงชนชาวไทยเป็นหลักชัย จึงขอให้ท่านทั้งหลายไว้วางใจและให้โอกาสสภาปฏิรูปทำหน้าที่ให้สมกับเจตนารมณ์ของการได้เป็นส่วนหนึ่งของตัวแทนปวงชนในการทำหน้าที่สำคัญยิ่งเพื่อชาติบ้านเมือง






