วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฎเกณฑ์ กฎหมายกฎแห่งกรรม

ก่อนส่งท้ายปี 2557 เป็นช่วงเวลาที่เราได้ทบทวนกับสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา เวลาผ่านไปรวดเร็วจริงๆ หลายอย่างมาเร็ว

ผ่านไปเร็วผู้คนลืมเร็ว เพราะมีเรื่องใหม่ กระแสใหม่ เกิดขึ้นทุกวัน โลกหมุนรอบตัวเองด้วยเวลาเท่าเดิม คือ 24 ชั่วโมง มีกลางวัน กลางคืน เวลาเดิม แต่ที่เปลี่ยนไป คือ วิถีชีวิตของชาวโลกต่างหาก พวกเขาใช้ความเร็วจากเทคโนโลยี มาทำให้ชีวิตง่าย เร็ว เสพติดการตามใจตัวเอง จนอาจลืมสรรพสิ่ง ที่เป็นสัจจะธรรม ของการเวียนว่าย ตาย เกิด มืด สว่าง ธรรมะ คือ ธรรมชาติ เมื่อฝืนธรรมชาติ ย่อมถูกธรรมชาติลงทัณฑ์

ตลาดหุ้นไทย ในรอบปี ที่กำลังจะเลื่อนผ่านไป มีรอยจารึก เกิดขึ้นหลายเรื่องราว รอยต่อของบ้านเมือง จากทุนนิยมสุดโต่ง ประชาธิปไตยสุดใจ เสียงมากลากไป บ้านเมืองบูดเบี้ยว จนต้องถูกเบรก กลับตัว 360 องศา บางครั้ง การตามใจไปทุกเรื่อง อาจทำให้บ้านเมืองไร้ขื่อแปร จะกลับไปแบบเริ่มต้นกันใหม่ ผิดต้องผิด ถูกต้องถูก ย่อมเป็นเรื่องดี

ปรากฏการณ์แปลก ใหม่ ของสองฟากฝั่ง ที่น่าสนใจ เกิดขึ้น บนโลกเสรีนิยม และการนับถอยหลังสู่การเปิดประตู ไปยังกลุ่มประเทศ AEC ที่บางครั้งอาจ เป็นหนึ่งเดียวในโลกที่ทำเฉกเช่นนี้ แปลก ถึงแปลกที่สุด สุดจะคาดเดา

ฟากหนึ่ง : นักลงทุนไทย ที่พบว่า มีจำนวน นักลงทุนหน้าใหม่ เพิ่มขึ้น ราว 80,000 ราย มีคนหลายอาชีพ เดินเข้ามาในตลาดหุ้นไทย ค่านิยมใหม่ สอนสร้างให้พวกเขาอยากมีเงิน จึงเข้ามาหวังกำไรหวังโกยกำไรจากตลาดหุ้น ลำพังทำงานมาหลายปีหรือตลอดชีวิต คงจะมีโอกาสทำเงิน หาเงินง่ายดายยากเต็มที เดินเข้าตลาดหุ้น เงินดี ซื้อหุ้นแป๊บ แป๊บ ก็มีเงินงอก เร็วดี รวยทันตา

พวกเขาอาจลืมคิดใน บางมุม ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง มีน้อยคนเหลือเกิน ที่รวยเร็วจากหุ้น แต่มีเจ็บปวดน่าจะมีมากกว่า ทว่าพวกเขาต้องหลบหน้า ใครจะกล้าออกมาบอกล่ะว่า ฉันขาดทุน หมดตัวแล้ว ดิฉันยังไม่ค่อยได้ยินนะ หรือท่านผู้อ่านเคยได้ยินไหม…?

น่าห่วงว่า กระแสการเดินเข้ามาเป็นนักลงทุนแบบเต็มเวลานั้น อาจเป็นอิสรภาพทางการเงินที่หลายคนฝันและถวิลหามาตลอดชีวิต แต่ในทางภาพรวมขององค์กรน่าห่วงตรงที่ว่า… ขาดกำลังบุคลากรอย่างหนัก ความอดทนของผู้คนน้อยลง ไม่สู้งานที่จะทำงานเก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยจบจากรั้วมหาวิทยาลัย ไม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน เพราะผันตัวเอง ไปเป็นนักลงทุน สภาพขององค์กร น่าห่วงไม่น้อยนะคะ ว่า อนาคตจะขับเคลื่อนกันอย่างไร….

ค่านิยมบวกความสะดวกของการใช้ชีวิตของการเป็นนักลงทุนอิสระ ส่งผลให้วอลุ่มการซื้อขายในสัดส่วนของนักลงทุนรายบุคคล มีมากถึงราว 65-70 % ของวอลุ่มโดยรวม แต่เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซีย พบว่า กลับข้างกัน คือ บ้านเขามีรายบุคคลเพียง ราว 30 % เท่านั้น ซึ่งเป็นสัดส่วนเดียวกับตลาดหุ้นสากลที่มีการพัฒนาแล้ว เพราะมักจะมีการลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือกองทุนส่วนบุคคล มากกว่า

ปัจจัยหนึ่งน่าจะมาจากนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ โบรกเกอร์ ที่ต้องการเพิ่มจำนวน นักลงทุนหน้าใหม่ มีการอำนวยความสะดวก เช่น จากโบรกสู่แบงก์ หมายถึงใช้สาขาของแบงก์เปิดบัญชีได้สะดวกและการสามารถซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ที่ทำให้คำสั่งซื้อขายเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา เห็นได้จากกราฟ และดูเหมือนว่า ระแสนี้ ะยังคงเดินหน้าต่อไปอีก

การเติบโตของตลาดหุ้นไทยย่อมส่งผลให้สิ่งแวดล้อมทุกอย่างขยายตัวตามไปด้วย และกลายเป็นขุมพลังแห่งผลประโยชน์มหาศาลที่มีมิติของผู้คน หน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้อง ย่อมเกี่ยวข้องในวงล้อของ “หยิน-หยาง” นี้ เข้มข้นและซับซ้อนมากขึ้น

ฟากสอง : เป็นส่วนของบริษัทจดทะเบียน พบว่า มีฉกฉวยโอกาสของการขยายตัวของเม็ดเงิน มาขยายงาน ขยายธุรกิจ หรือบางรายอาจจะขยายกระเป๋าของตัวเองและพวกพ้องซะเลย เมื่อตลาดหุ้น เฟื่องฟู ถึงระดับ เหมือนว่าว ติดลมบน จังหวะนี้แหละ โอกาสทองของหุ้นอภินิหารจากอาการนอนนิ่ง มาเนิ่นนาน จากธุรกิจที่อาจถึงทางตัน ก็มีผู้ลงทุนกลุ่มใหม่ เข้ามาแสวงหาโอกาส ปรับธุรกิจ ซื้อขายหุ้นแบบยกบริษัท แค่บอกว่าจะทำธุรกิจพลังงานทดแทน อย่างนี้ราคาหุ้นก็วิ่งทะลุเป้าหมายของราคาที่ปล่อยข่าว มาก่อนหน้า ให้เป็นข่าวลือที่วิ่งถึงเส้นชัยกลายเป็น “ข่าวจริง” โดยมี “ความโลภ” ของผู้คนเป็นวิตามิน

อีกเรื่อง ที่กังวลใจ คือ ผู้บริหารบางกลุ่มที่ถือโอกาสเพิ่มทุน แบบแปลกๆ ยกขายหุ้นให้คนบางกลุ่ม ที่เรียกว่า ขายแบบ PP-Private Placement ตามเกณฑ์ ที่ฝ่ายกำกับ เขากำหนดไว้ คือ น่าจะเป็นกลุ่มที่มาช่วยเป็นทีมงาน หรือทีมกลยุทธ์ ทำให้กิจการเติบโต หรือทำธุรกิจได้อย่างคล่องตัว ในราคาที่เหมาะสม ไม่เป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ แต่พบว่าเป็นกระแสนิยม ในฟากนี้ ว่า มักจะจัดสรรให้กลุ่มคนที่อธิบายไม่ได้ ว่าจะมาช่วยงานได้จริง หรือขายในราคาที่ต่ำเกินไป ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี เรียกว่าแจกกันฟรีๆ แล้วไม่ได้ห้ามซื้อขายในเวลาที่กำหนด หมายถึง ไม่มี Silent Preriod พอหุ้นเข้าพอร์ตก็ถล่มขายได้ทันที และได้กำไรทุกช่องหรือเพิ่มทุน โดยไม่บอกชัดเจนว่านำเงินไปทำอะไร ขอเพียงมติว่าให้เป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการ แบบเบ็ดเสร็จ แบบนี้หวานหมู ล่ะซิ

ทั้งสองฟากดูเหมือนเป็นแรงชักเย่อ ฉุดดึง บางครั้งสมดุล บางครั้งอหังการ เสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งมักเป็นผู้บริหาร หรือเจ้าของมักเป็นเสียงตัดสินได้เสมอ รายบุคคลแพ้โหวตเรื่องจึงเดินหน้าได้สมใจ แต่ฟากนักลงทุนรายบุคคลก็มีพัฒนาการไปมากจากมุมของนักลงทุนคุณภาพที่เรียกกันว่า VI-Value Investors ที่ขยันทำการบ้านเข้าไปซัก ไปถาม ให้ผู้บริหารต้องเตรียมตัว ตอบเป็นฉากๆ ขยับตัวไม่ง่ายเหมือนก่อน และยังมีนักลงทุนประเภท “มนุษย์ป้า” ที่ต้องระแวดระวัง เวลามากวาดของกิน ขอของชำร่วย ขอไปเที่ยวที่บริษัท อีกกลุ่มที่ต้องบริหารเช่นกัน

กฎเกณฑ์ มีไว้เพื่อวางกรอบแบบหลวมๆ ให้คนในชุมชน อยู่ร่วมกันอย่าง มีความสุข

กฎหมาย กำหนดไว้ ยกร่างขึ้นมา ให้คนในวงสังคม วางตัวอยู่ในระเบียบเดียวกัน และมีบทลงโทษ หากไม่ปฏิบัติตามหรือทำผิดกฎหมาย

กฎแห่งกรรม ไม่มีบันทึกใดๆ ไว้ แต่เป็นกฎแห่งธรรมชาติ ผิด ชอบ ชั่ว ดี รู้ดีแก่ใจตน เป็นเรื่อง “ธรรมาภิบาล” ที่เรารณรงค์กัน นั่นเองแหละ คนที่กระทำการใดที่ไม่ซื่อสัตย์จะมีความสุข หรือทุกข์ใจกันล่ะ “เงินร้อน” ที่ได้มา ย่อมประดุจเปลวไฟที่พร้อมเผาทำลายผู้นั้น เห็นได้จากข่าวใหญ่หน้าหนึ่งของหลายคน หลายก๊วน หลายแก๊ง มีเงิน มีทรัพย์สินนับหมื่นล้าน แสนล้าน ยังต้องถูกใส่กุญแจมือ คอตกเข้าคุก หรือหนีหัวซุก หัวซุน แม้จะมาช้า ไม่ทันใจ คนยุคดิจิทัล แต่กฎแห่งกรรม ยังคงทำงานอย่างซื่อสัตย์เสมอ….

ส่งท้าย…ขอส่งความปรารถนาดีไปยังทุกท่านให้มีความสุข สวัสดี ตลอดปี “แพะ” ที่กำลังจะมาถึงนี้ นะคะ…