เห็นหัวข้อเนื้อหาอย่าเพิ่งตกใจหรือเข้าใจผิดนะครับ ผมว่าจะเปลี่ยนแนวเขียนเนื้อหาในวันนี้เป็นเรื่องวิชาการล้วนๆ
ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งสิ้น โดยเนื้อหาในสัปดาห์นี้ผมได้แรงบันดาลใจจากงานของ Prof. Efraim Benmelech ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ที่ Kellogg School of Management, Northwestern University อันโด่งดัง และเมื่อเดือนที่แล้ว คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ได้เชิญ อาจารย์ Efraim มาพูดเรื่อง Do Former Soldiers Make Better CEOs? ซึ่งอาจารย์ Efriam นี้ได้ทำวิจัยและเขียนผลงานเรื่อง Military CEOs ออกมาเป็นที่โด่งดัง ผมจึงขอนำผลงานการศึกษาของเขามาเรียบเรียงเล่าสู่กันฟังในสัปดาห์นี้นะครับ
ในอเมริกานั้นหลังสิ้นสุดยุคสงครามแต่ละยุค (หรือแม้กระทั่งยุคที่ไม่มีสงคราม) ก็จะมีอดีตนายทหารยศต่างๆ กันตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับสูง ออกจากวงการทหารทยอยเข้าสู่โลกธุรกิจ โดยทำงานบริหารในด้านต่างๆ แล้วสุดท้ายก็เติบโตขึ้นเป็นผู้บริหารสูงสุดหรือ CEO ก็เลยทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอดีตทหารเหล่านี้เมื่อก้าวขึ้นมาเป็น CEO แล้ว จะมีความแตกต่างจาก CEO ที่ก้าวขึ้นมาจากสายธุรกิจโดยตรงที่จบ MBA หรือไม่?
ในประเทศไทยเองเราก็พอจะมี CEO ที่มาจากอดีตนายทหารบ้างนะครับ แต่ไม่เยอะ (ไม่นับบรรดาท่านที่ปรึกษาหรือบอร์ดต่างๆ นะครับ) ผมเองก็มีลูกศิษย์เรียน MBA ที่เป็นนายทหารอยู่พอสมควร แต่ส่วนใหญ่เมื่อจบ MBA แล้วก็นำความรู้จาก MBA กลับเข้าสู่วงการทหารต่อไป ดังนั้น ข้อมูลการศึกษาของอาจารย์ Efraim นั้นจึงเน้นที่อดีตนายทหารของอเมริกาเป็นหลักครับ
จริงๆ มีการศึกษามาก่อนหน้านี้อยู่พอสมควรว่าการใช้ชีวิตหรือเวลาช่วงหนึ่งในวงการทหารนั้นส่งผลต่อภาวะผู้นำเมื่อออกมาทำธุรกิจหรือไม่? ซึ่งในสหรัฐนั้นเขาพยายามโฆษณาออกมาอย่างชัดเจนเลยครับว่า การเข้ามาเป็นทหารนั้น ส่วนหนึ่งคือการฝึกภาวะผู้นำ มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานการเป็นทหารได้ช่วยสร้างทักษะทางด้านผู้นำบางอย่างที่หาไม่ได้จากคนในระดับเดียวกัน ทั้งการทำงานร่วมกันเป็นทีม การวางแผนการใช้ทรัพยากร การสื่อสาร การกำหนดเป้าหมายและจูงใจผู้อื่น
คราวนี้มาดูผลการศึกษาของอาจารย์ Efraim กันบ้างครับ ผลการศึกษาพบว่าในบรรดา CEO ที่มีอดีตเป็นทหารนั้น ประสบการณ์ในช่วงของการเป็นทหารนั้นส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริหารท่านนั้น ต่อนโยบายขององค์กร และ ต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และถ้าให้เจาะจงลงไปว่า CEO ที่เป็นอดีตนายทหารนั้นส่งผลต่อเรื่องใดในองค์กร ก็จะพบว่าอดีตนายทหารเหล่านั้นเมื่อมาเป็น CEO แล้วจะมีการลงทุนในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาน้อยกว่า CEO ที่มาจากพื้นฐานอื่นๆ อีกทั้งพบว่าบรรดานายทหารซีอีโอนั้น จะมีแนวทางที่อนุรักษ์นิยมในเรื่องของนโยบายการเงินและการลงทุนมากกว่าท่านอื่น
ประเด็นต่อมาก็คือจะพบว่านายทหารซีอีโอเหล่านี้จะมีพื้นฐานและความยึดมั่นในเรื่องของจริยธรรมมากกว่าผู้ที่มาจากสาขาอื่น จากการศึกษาของอาจารย์ Efraim จะพบว่านายทหารซีอีโอนั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องทุจริตหรือประพฤติมิชอบน้อยกว่าซีอีโอที่ไม่ได้มาจากสายทหาร
อีกประเด็นที่ค้นพบคือ ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันนั้น นายทหารซีอีโอจะสามารถทำงานหรือมีผลการดำเนินงานได้ดีกว่าเพื่อนร่วมอาชีพ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนะครับ เพราะการฝึกแบบทหารนั้น ควรจะทำให้อดีตนายทหารเหล่านั้นสามารถรับมือต่อสถานการณ์ที่ผิดปกติได้มากกว่าปกติ
นอกจากนี้ อาจารย์ Efraim ยังสรุปในงานสัมมนาไว้อีกครับว่า ข้อดีของการที่ CEO มีอดีตเป็นทหารนั้นมีทั้งเรื่องของภาวะผู้นำที่มีลักษณะ Hands-on หรือปฏิบัติจริง ทำจริง เป็นผู้นำที่ทำงานได้ดีภายใต้ความเครียดและความกดดันต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือ มีศีลธรรม จริยธรรมที่สูง
แต่ขณะเดียวกันข้อจำกัดก็มีเช่นเดียวกันครับ ทั้งในเรื่องของการมีอดีตเป็นทหาร ดังนั้น จึงมักจะทำตามคำสั่งเป็นหลัก และ การขาดทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (Lack of interpersonal skills) เนื่องจากชีวิตทหารนั้นเคยชินกับการรับและการออกคำสั่ง แต่การพูดจาหว่านล้อม ชักจูง หรือ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่ขาดครับ
ก็ต้องถือว่าจากงานวิจัยของอาจารย์ Efraim นั้นเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจนะครับ เราคงไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้นำที่มีพื้นฐานมาจากทหารหรือไม่ใช่ทหารนั้น แบบไหนจะดีกว่ากัน แต่ก็ต้องยอมรับในข้อเด่น ข้อด้อยของแต่ละพื้นฐาน ที่สำคัญคือเราต้องรู้จักตนเองและใช้ประโยชน์จากจุดแข็งและหาทางเสริมจุดอ่อนครับ






