ราคาน้ำมันดิบจะร่วงลงไปถึงระดับไหนจึงจะเริ่มนิ่ง?
เดือนก่อนวงการระหว่างประเทศตั้งไว้ที่บาร์เรลละ 70 เหรียญ แต่วันก่อนพี่เบิ้มของ "โอเปค" บอกว่าน่าจะอยู่ที่ 60 เหรียญ
เป็นราคาที่เชื่อกันว่าประเทศผู้ผลิต "พอจะรับได้" เพื่อไม่ให้มีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจสำหรับประเทศเจ้าของบ่อน้ำมันรุนแรงเกินไป
และเป็นราคาที่ประเทศผู้สั่งน้ำมันเข้าน่าจะยอมรับ ว่าจะทำให้อะไรต่อมิอะไรในบ้านดีขึ้น กว่าตอนราคาน้ำมันไต่ขึ้นอย่างเดียว
ขณะที่ผมเขียนอยู่นี่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกหล่นลงไปที่บาร์เรลละ 67-69 เหรียญต่อบาเรล ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา เป็นการลดลงถึงร้อยละ 30 ตั้งแต่ต้นปีซึ่งต้องถือว่าต่ำอย่างน่าใจหายสำหรับประเทศผู้ผลิต และน่าแปลกใจสำหรับประเทศผู้บริโภคที่ต้องซื้อจากต่างประเทศ
ถ้าข่าวนี้มาจากซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของกลุ่มโอเปคจริง ก็ย่อมแปลว่าแม้ราคาน้ำมันจะร่วงต่อเนื่องจากนี้ไป ประเทศเสียงดังที่สุดในวงการผู้ผลิตก็คงจะไม่ลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบอันเป็นมาตรการที่เคยใช้เป็นปกติในอดีตเมื่อต้องการจะดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น
ตลาดน้ำมันโลกไม่ได้อยู่ในมือของประเทศสมาชิกโอเปค 12 ชาติอีกต่อไป เพราะอเมริกาผลิตน้ำมันจากหินที่เรียกว่า Shale oil มาทดแทนน้ำมันดิบที่ส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลางและรัสเซีย
อีกทั้งความต้องการใช้น้ำมันของโลกก็หดตัวลง เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว
จึงทำให้แนวโน้มราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง และอาจมาถึงจุดที่สมาชิกโอเปคต้องยอมรับความจริง ว่าความร่ำรวยอันเกิดจากการขาดแคลนน้ำมันดิบเป็นเรื่องประวัติศาสตร์แล้ว
แต่อย่าได้สรุปว่าสมาชิกโอเปคจะเห็นสอดคล้องต้องกันทั้งหมด เพราะสุขภาพเศรษฐกิจของสมาชิกทั้งหลายไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน
เวเนซูเอลาเป็นหนึ่งในสมาชิกดั้งเดิม เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ จึงได้เสนอในที่ประชุมครั้งล่าสุดให้ทั้งกลุ่มลดการผลิตน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญเพื่อดันราคาน้ำมันกลับขึ้นไปที่ 100 เหรียญต่อบาร์เรล
แต่รัสเซียซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกโอเปคไม่ยอมร่วมขบวนการนี้ เพราะตัวเองกำลังโดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจโดยสหรัฐ และยุโรปตะวันตกกรณียูเครน มอสโกจำเป็นต้องทำรายได้มาชดเชยด้วยการปั๊มน้ำมันออกขาย แลกกับรายได้ที่จะไปซื้อสินค้าเพื่อลดผลทางลบที่เกิดจากการถูกบอยคอทท์
รัสเซียผลิตน้ำมันมากอันดับต้น ๆ ของโลก ดังนั้นเมื่อท่านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ไม่ยอมหั่นการผลิตน้ำมัน แม้โอเปกจะเดินเส้นทางนั้นก็ไม่เกิดผลต่อราคาน้ำมันดิบโลกแต่ประการใด
แนวทางของซาอุฯกับสมาชิกโอเปกอีกหลายประเทศคือ การไม่ลดการผลิตเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด เพราะหากตัดประมาณการผลิตแล้ว ประเทศที่ไม่ยอมเล่นเกมนี้ด้วยก็จะสามารถขายน้ำมันได้มากกว่าเพราะราคาถูกกว่า
จะมีผลทำให้ส่วนแบ่งตลาดน้ำมันผันแปรไปทันที
เพราะสัจธรรมแห่งระบบทุนนิยมและตลาดเสรีคือ ราคาต่ำขายได้มาก ราคาแพงขายได้น้อย ราคาต่ำสร้างส่วนแบ่งตลาด ราคาสูงลดส่วนแบ่งตลาด
ไม่ใช่เรื่องสลับซับซ้อนแต่อย่างใดเลย
ว่ากันว่าซาอุฯกระซิบกับเวเนฯว่า ถ้าจะตัดปริมาณการผลิตน้ำมันให้ได้ผล เวเนฯจะต้องไปหว่านล้อมเพื่อนสมาชิกอื่น ๆ ในโอเปคให้เห็นพ้องต้องกันเสียก่อน
เห็นพ้องกันก็ยังไม่พอ ทุกชาติสมาชิกจะต้องทำเหมือนกันด้วย ไม่ใช่ปากว่าตาขยิบ ประกาศร่วมมือลดการผลิต แต่แอบไปปั๊มน้ำมันออกมาเหมือนเดิม เพราะกลัวตัวเองเสียโอกาสขายให้กับลูกค้าเดิม
เรื่อง "หักหลัง" อย่างนี้เกิดมาหลายครั้งแล้ว และคนวงในและวงนอกต่างก็รู้ปัญหานี้ดี
เพราะหลายประเทศในกลุ่มนี้มีปัญหาเรื่องปิดงบประมาณประจำปีไม่ลง ต้องอาศัยรายได้จากขายน้ำมันที่จะทำให้รอดพ้นจากวิกฤติรายได้ ไม่ว่าจะเป็นอิรัก อิหร่าน หรือลิเบีย ซึ่งยังอยู่ในภาวะการสู้รบค่อนข้างรุนแรง ต้องอาศัยน้ำมันนี่แหละที่เป็นเครื่องค้ำจุนให้ฝ่าข้ามปัญหางบประมาณขาดดุลรุนแรง
จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไทยที่จะต้องปรับแผนเรื่องพลังงาน ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในวงการน้ำมันโลก ที่ค่อนข้างจะฉับพลันและจะปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาจากนี้ไป









