สภานิติบัญญัติแห่งชาติเพิ่งจะมีมติเห็นชอบ ร่างบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ว่าด้วยความร่วมมือ
ระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลจีนภายใต้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของประเทศไทย ในกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558 - 2565 ตามที่ ครม.เสนอ
ที่ผ่านมาไทยกับจีนมีการหารือเรื่องความร่วมมือ ในการสร้างทางรถไฟมาแล้วหลายรัฐบาล ไล่เรียงตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่จีนเริ่มมีนโยบายเชื่อมทางรถไฟจากเมืองคุนหมิงลงมายัง สปป.ลาว ต่อมาในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็มีการลงนามในเอ็มโอยูร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทย-จีน ได้แก่เอ็มโอยูว่าด้วยการพัฒนาความร่วมมือด้านรถไฟ และเอ็มโอยูว่าด้วยความร่วมมือรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านรถไฟในประเทศไทยแลกเปลี่ยนกับสินค้าเกษตร ก่อนที่จะมีการยุบสภาฯไปเมื่อปลายปี 2556 ทำให้โครงการนี้หยุดชะงัก กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้หารือเรื่องนี้กับนาย หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ระหว่างการประชุม ASEM ณ นครมิลาน อิตาลี จึงมีการรื้อฟื้นความร่วมมือเรื่องรถไฟระหว่างสองประเทศขึ้นมาหารืออีกครั้ง
ต่อมาพล.อ.ประยุทธ์ได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา คสช. ไปหารือกับตัวแทนของรัฐบาลจีนระหว่างวันที่ 28 - 31 ต.ค. ในครั้งนั้นคณะของพล.อ.ประวิตรได้พบกับ พล.อ.ฉาง ว่านฉวน รมว.กลาโหมของจีน ซึ่งมีการหารือความร่วมมือระหว่างไทย -จีนหลายด้านและเป็นที่มาของการจัดทำร่างเอ็มโอยูฉบับนี้เพื่อเดินหน้าโครงการรถไฟทั้งสองโครงการ
รายละเอียดของเอ็มโอยูฉบับดังกล่าว เป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับจีน ในการสร้างรถไฟทางคู่ขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร 2 เส้นทางได้แก่เส้นทางหนองคาย-โคราช-แก่งคอย-มาบตาพุด ระยะทาง 734 กม. และเส้นทางแก่งคอย-กรุงเทพฯ ระยะทาง 133 กม. ขณะที่พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคมบอกว่าจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวมกันไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนล้านบาทและคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2559
เอ็มโอยูฉบับนี้ยังระบุเงื่อนไขในดีลระหว่างรัฐบาลว่า “ในการชำระเงินลงทุนในโครงการดังกล่าวคืน ส่วนหนึ่งฝ่ายไทยจะชำระคืนด้วยข้าว และ/หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆในสัดส่วนที่เหมาะสมกับมูลค่าของโครงการฯตามที่จะตกลงกัน ส่วนที่เหลือจะชำระด้วยเงินสด จีนพร้อมที่จะลงนามในสัญญาซื้อสินค้าเกษตรของไทยเพิ่มเติม ได้แก่ข้าว (ข้าวใหม่)ของไทยอีก 1 ล้านตันและข้าวในสต็อกของรัฐบาลไทยอีก 1 ล้านตัน และจะเร่งรัดการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายข้าวที่ได้ลงนามกันไว้แล้วอีก 7 แสนตัน รวมทั้งจีนตกลงที่จะซื้อยางพาราจากไทยจำนวน 2 แสนตัน”
หากพิจารณาจากเงื่อนไขตรงนี้ดูเหมือนจะเป็นแบบ “Win - Win” ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ไทยได้เดินหน้าสร้างทางรถไฟสายใหม่และเป็นโครงการแรกที่ไทยจะสร้างรางขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตร รวมทั้งได้ระบายสินค้าเกษตรในสต็อกทั้งข้าวและยางพารา ขณะที่จีนก็จะได้เชื่อมต่อทางรถไฟจากตอนใต้ลงมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปิดทางออกสู่ทะเลเพิ่มขึ้นตามแผนเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 ตามที่ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ได้ประกาศไว้ในเวที APEC ที่เพิ่งจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งเมื่อเร็วๆนี้
ต้องจับตามองต่อไปว่าหลังจากการลงนามในเอ็มโอยู ระหว่างรัฐบาลไทยกับจีนในโครงการนี้จะมีการขับเคลื่อนโครงการไปสู่การปฏิบัติอย่างไร ? คงต้องฝากความหวังไว้ที่คณะกรรมการบริหารร่วมฯที่มี รมว.คมนาคมของไทยเป็นประธานร่วม กับผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ของจีนที่จะทำงานร่วมกันในการเดินหน้าโครงการนี้ ให้เป็นรูปธรรมด้วความโปร่งใส คุ้มค่าต่อการลงทุน ภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองประเทศได้ประโยชน์ร่วมกัน ในการพัฒนาเศรษฐกิจระยะต่อไปอย่างแท้จริง









