ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของโรงเรียน หรือบริการสาธารณสุข หรือการแก้ปัญหารักษาทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึง
การสร้างภูมิต้านทานให้กับประชาชน ข้อสรุปในการหาทางออกจากหลาย ๆ ฝ่ายเห็นตรงกันประเด็นหนึ่งว่า
ต้องให้ชุมชนท้องถิ่นบริหารจัดการตนเอง และลดอำนาจของส่วนกลางลงอย่างมีนัยสำคัญ
ผมจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอจากหลายฝ่ายว่า การจะปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น ต้องเริ่มด้วยการโอนโรงเรียนให้ท้องถิ่น
การจะแก้ปัญหาตำรวจไร้ประสิทธิภาพและคดโกง ต้องให้ตำรวจขึ้นกับชุมชนท้องถิ่นและลดอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ข้อเสนอที่น่าสนใจเพื่อการแก้ปัญหาระบบการศึกษาอ่อนแอคือ การให้บริหารจัดการเขตพื้นที่การศึกษาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงบประมาณ บุคลากร และวิชาการ
ข่าวบอกว่ารัฐมนตรีศึกษา พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย เตรียมนำร่องการกระจายอำนาจ สู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาภายใต้ชื่อ “โครงการปฏิรูปสู่การปฏิบัติ” โดยคัดเลือกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 20 แห่งจากทุกภูมิภาค และให้แต่ละเขตคัดเลือกโรงเรียนที่ยังมีผลการจัดการเรียนการสอนระดับต่ำ เข้าร่วมนำร่องเขตละ 15 โรงรวม 300 แห่งโดยจะเริ่มวันที่ 1 มกราคมปีหน้านี้
โครงการนี้น่าทดลองเพราะไม่มีใครรู้ปัญหาดีเท่ากับโรงเรียนเอง และหากให้เขาบริหารงบประมาณและจัดการการสอนและวิชาการเอง เขาก็จะสามารถแก้ปัญหาตรงจุดมากกว่าระบบปัจจุบัน ที่ทุกอย่างไปรวมศูนย์อยู่ที่กระทรวงฯ ที่กรุงเทพฯ
เช่นโรงเรียนขนาดเล็กขาดครูวิทยาศาสตร์ แต่เขตพื้นที่ศึกษาส่งครูภาษาไทยหรือสังคมศึกษามา บางโรงเรียนขาดแคลนครูภาษาอังกฤษ แต่เขตส่งครูพลศึกษามาให้
คำว่า “กระจายอำนาจ” จะไม่เกิดผลอะไรถ้าส่วนกลางไม่ “ลดอำนาจ” ของตัวเอง
เพราะที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า แม้รัฐบาลจะอ้างว่ามีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น แต่เมื่อส่วนกลางยังหวงอำนาจ ไม่ยอมตัดทอนอำนาจของตนลง คำว่า “ประชาธิปไตย” ก็ไม่เกิดขึ้นจริง เพราะประชาชนไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินชะตากรรมของตนมากขึ้น ยังต้องฟังคำสั่งจากส่วนกลางในทุกเรื่อง
ผมได้เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จริงว่า กรณีโรงพยาบาลบ้านแพ้วที่ประสบความสำเร็จในการสร้างศรัทธาต่อประชาชนนั้น ก็เพราะกล้าเอาตัวเองออกจากระบบราชการ และบริหารโดยคณะกรรมการที่มีทั้งหมอและตัวแทนชุมชนท้องถิ่น
คณะผู้บริหารของโรงพยาบาลบ้านแพ้วมีความคล่องตัวในการตัดสินเรื่องสำคัญ ๆ ทำให้ชาวบ้านเข้ามาร่วมทำงานให้อย่างเต็มที่ อีกทั้งชุมชนท้องถิ่นก็มีส่วนร่วมในการเกื้อหนุน และสามารถระดมเงินบริจาคจากประชาชนอย่างกว้างขวาง
มีคำถามว่าทำไมจึงมีตัวอย่างแต่โรงพยาบาลบ้านแพ้วแต่เพียงแห่งเดียว คำตอบก็คือว่ามีโรงพยาบาลรัฐอีกจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะบริหารตัวเองเหมือนบ้านแพ้ว แต่กระทรวงสาธารณสุขต่างหากที่ไม่ยอม “ปล่อย” ออกมาเพราะกลัวจะสูญเสียอำนาจและการควบคุม
นโยบาย “ประชานิยม” ของนักการเมืองสวนทางกับการสร้างความเป็นตัวเองของชุมชนท้องถิ่น ที่ไม่ต้องการแบมือขอรัฐบาลกลาง แต่มีความมุ่งมั่นที่จะบริหารองค์กรท้องถิ่นด้วยตนเอง ขอเพียงไม่ให้ส่วนกลางมายุ่งหรือก้าวก่ายหรือสั่งการโดยไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริงของท้องถิ่น
ผมยืนยันครับว่าปัญหาบ้านเมืองเราจะลดน้อยลงไปมาก และประสิทธิภาพจะสูงขึ้นแน่นอน หากส่วนกลางลดอำนาจตัวเองลง และเพิ่มอำนาจให้กับชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศบริหารจัดการเองอย่างจริงจัง
หากสภาปฏิรูปแห่งชาติจับประเด็นนี้อย่างจริงจัง เรื่องอื่น ๆ ที่ว่ายากเย็นแสนเข็ญจะง่ายลงทันที









