วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลักดันส่งออกต่อเนื่อง

ตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนต.ค. ที่ขยายตัว 3.97% ทำให้กระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่า มูลค่าการส่งออกในปีนี้

จะไม่ติดลบ เพราะการส่งออกที่ขยายตัวในเดือนต.ค.นั้น เกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทั้งยังช่วยลดแรงกดดันในส่วนของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือจีดีพี ในปีนี้ เนื่องจากมีภาคส่งออกเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าการส่งออกขยายตัวดีกว่าคาด เนื่องจากตลาดสำคัญขยายตัวดีขึ้น โดยตลาดสหรัฐขยายตัวถึง 6.4% ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนตลาดญี่ปุ่น ขยายตัว 4.1% สหภาพยุโรป ขยายตัว 8.5% สำหรับตลาดที่มีศักยภาพสูง คือ ตลาดอาเซียน ขยายตัว 7.2% ขณะจีน ลดลง 7.8%

รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือสศค. คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะขยายตัวได้ประมาณ 4% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวที่ดีกว่าในปีนี้ แต่ยังถือเป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่ควรขยายได้ประมาณ 4.5% อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า คงไม่มีใครทราบชัดเจนว่าการขยายตัวที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนมาก สภาพแวดล้อมที่มีผลสำคัญต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในปีหน้า จะประกอบด้วย 4 ปัจจัยสำคัญ คือ ภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน ค่าเงิน และนโยบายการเงินและการคลัง

ไม่ใช่ไทยเท่านั้นที่ต้องจับตา เกี่ยวกับทิศทางและกระแสในโลก เพราะประเทศอื่นก็ต้องประคองตัวในท่ามกลางสภาพการณ์ที่เศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นตลาดส่งออกของหลากหลายประเทศนั้น กำลังฟื้นตัว ส่วนในซีกของยุโรปนั้นยังต้องรอเวลา ล่าสุดหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพิ่งเตือนว่าเศรษฐกิจยูโรโซนกำลังชะงักงัน และเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อการเติบโตของโลก พร้อมระบุว่าการเติบโตในสหรัฐกับอังกฤษจะแข็งแกร่งมากกว่ายูโรโซนกับญี่ปุ่น

แม้สหภาพยุโรปเพิ่งเผยแผนการลงทุนมูลค่า 315,000 ล้านยูโรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่แผนการนี้ยังต้องได้รับการอนุมัติจากผู้นำยุโรปในการประชุมสุดยอดเดือนหน้า อีกทั้งกว่าจะเริ่มดำเนินการได้ก็ประมาณกลางปีหน้า ดังนั้นในช่วงนี้หากจะพึ่งพาตลาดยุโรปเป็นเป้าหมายในการส่งสินค้า ก็อาจส่งออกเพิ่มขึ้นได้ไม่มากนัก เพราะเศรษฐกิจยุโรปยังต้องอาศัยเวลาอีกระยะหนึ่งกว่าที่สภาพต่างๆ จะเข้าที่เข้าทาง

ในส่วนของจีน ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก ปรากฏว่าจีดีพีขยายตัว 7.3% ช่วงไตรมาส 3 และถือเป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2552 จนเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนจีนต้องเคลื่อนไหวด้วยการลดดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี หลังจากข้อมูลในระยะหลังสะท้อนว่าการปล่อยกู้ภาคธนาคารลดลง และการเติบโตของเงินหมุนเวียนก็ซบเซา จนก่อให้เกิดความวิตกว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวหนัก

ดังนั้นหากมองในภาพรวมของประเทศยักษ์ใหญ่ และเป็นตลาดใหญ่รองรับสินค้าของโลกนั้น มีสหรัฐที่กำลังฟื้นตัว ส่วนจีนแม้ขยายตัวในระดับสูงแต่ก็ต้องออกมาตรการเป็นระยะเพื่อประคับประคองการเติบโต ด้านยุโรปมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับต่ำ ส่วนญี่ปุ่นก็ตกสู่ภาวะถดถอยไปแล้ว ปัจจัยทั้งหลายทำให้การพึ่งพาตัวเองและการหาตลาดส่งออกเพิ่มเติม เป็นสิ่งที่ต้องกระทำอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับภาวะผันผวนและความไม่แน่นอนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ