วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เวทีเห็นต่าง' ไม่จำเป็น ถ้าทุกเวทีเปิดกว้างให้ทุกคน

ข่าวบอกว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะตั้ง “เวทีความเห็นต่าง” ให้กับนักศึกษาที่ต้องการแสดงออก

เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ของประเทศชาติ มีส่วนร่วมในการร่างกติกาใหม่สู่ความเป็นประชาธิปไตย

อาจเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ไปตามห้ามนักศึกษาบางมหาวิทยาลัยชู 3 นิ้ว, ดูหนัง Hunger Games และแจกใบปลิวต้อนรับการกลับมาของอาจารย์บางท่าน

ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดในหมู่ผู้คนที่เห็นว่า คสช. และรัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องแสดงความหวั่นไหวเกินเหตุ กับการแสดงแบบสัญลักษณ์ ของคนที่มีความเห็นต่างไปจากผู้ปกครองประเทศ

สัจธรรมแห่งการอยู่ร่วมกันของสังคมคือ ยิ่งห้ามแสดงออก ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความเห็นต่อต้าน เพราะไม่มีใครสามารถผูกขาดความเห็นไปทางใดทางหนึ่ง

หากนี่คือกระบวนการ “ปฏิรูป” จริงก็ย่อมหมายความถึงการระดมความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อมาตกลงกติกา ในอันที่จะทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไป และหลุดออกจากกับดักของความขัดแย้งเก่า ๆ

และแน่นอนว่าในการระดมความเห็นย่อมจะต้องมาจากหลาย ๆ ฝ่ายที่ไม่จำเป็นจะต้องเห็นเหมือนกัน

เพราะถ้าทุกคนถูกสั่งให้มีความเห็นเหมือนกัน นั่นคืออันตรายของการสร้างระบอบที่ห้ามทุกคนมีสิทธิเห็นแย้งได้

การเห็นที่ต่างกันไม่ว่าจะแสดงออกในรูปแบบใด ก็มิได้หมายถึงการเป็นศัตรูต่อกัน ตรงกันข้ามการยอมฟังความเห็นที่ไม่เหมือนกับของตนนั้น คือการแสดงความเคารพต่อแนวทางที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับของตน

เหมือนกับที่เราคาดหวังว่า คนอื่นจะฟังความเห็นของเราที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนของเขาด้วยเช่นกัน

การที่มีคนไปชู 3 นิ้ว หรือเขียนตัวหนังสือบนเสื้อว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร ย่อมไม่ใช่การกระทำความผิดอันใด ไม่ว่าจะอ้างกฎอัยการศึกหรือไม่ เพราะการไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสังคม ที่ต้องการจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติและสร้างสรรค์

คสช.ได้อธิบายถึงเหตุผลของการทำรัฐประหารแล้ว คนเห็นด้วยก็มี คนไม่เห็นด้วยก็มี คนเฉย ๆ ก็มี ไม่เสียหายอะไร สำคัญอยู่ที่ว่าเมื่อ คสช. ยึดอำนาจแล้ว และได้ประกาศ Roadmap ที่จะกลับไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยแล้วจะทำได้ตามคำมั่นสัญญาเพียงใด ประชาชนก็จะเป็นคนตัดสิน

ไม่ว่าใครจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเพียงใด ก็ห้ามไม่ให้คนในสังคมตั้งคำถามได้ เพราะแม้เขาจะถูกห้ามตั้งคำถามในที่สาธารณะ เขาก็จะต้องถามกันเองในแวดวงของตนเอง และยิ่งเมื่อมีปรากฏการณ์ของ social media ในยุคดิจิทัลแล้ว ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะห้ามคนตั้งคำถาม และแสดงความเห็นไม่ว่าจะไปในทางที่เห็นพ้องหรือเห็นแย้ง

ที่ผู้มีอำนาจจะบอกว่า “คิดได้แต่อย่าแสดงออก” นั้นก็เป็นเรื่องแปลก เพราะคนที่คิดแล้วไม่สามารถแสดงออกได้ ก็เท่ากับบอกเขาว่าเขาเป็นประชาชนชั้นสอง ที่มีสิทธิน้อยกว่าคนอื่นที่คิดอีกแบบหนึ่งแล้วแสดงออกได้

แน่นอนว่าการแสดงออกจะต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย และหากจะไม่ให้กลับไปขัดแย้งเหมือนเดิม การแสดงออกใด ๆ ก็ควรจะมีเหตุมีผล สร้างสรรค์ ไม่ใส่ร้ายป้ายสี ไม่ใช้ภาษาที่สร้างความรังเกียจเดียดฉันท์ต่อกันหรือที่เรียกว่า hate speech ดั่งที่เคยเป็นสาเหตุแห่งความวุ่นวายของบ้านเมือง

ดังนั้นการที่ สปช. บอกว่าจะตั้ง “เวทีคนคิดต่าง” สำหรับนักเรียนนักศึกษาก็ไม่จำเป็น หากเวทีทั่วไปสามารถเปิดกว้างให้มีการแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง, สร้างสรรค์, รับผิดชอบ... เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ควรจะแสดงออกได้โดยไม่ต้องกลัวว่าพูดอย่างไรจึงจะ “ปลอดภัย” และพูดอย่างไรจะเป็น “อันตราย” กับตัวเอง

เพราะกระบวนการปฏิรูปเกิดไม่ได้ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว หวั่นไหว และคุกคาม