กรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ระบุว่า
ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในช่วงการบริหารประเทศ 1 ปีของรัฐบาลนี้ "ต้องการวางพื้นฐานให้มั่นคงในอนาคตในการออกกฎหมายทั้งหมด 163 ฉบับ ภายใน 1 ปี" และระบุว่ามาตรการทางกฎหมายหลายฉบับ "คนมีรายได้น้อยเป็นหลักที่จะได้ประโยชน์ ถือเป็นการพัฒนาประเทศในระยะยาว" แต่ยืนยันว่า "ยังไม่มีการพิจารณาในเรื่องของกฎหมายการร่วมทุน และไม่มีผลกระทบต่อการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ"
การเร่งออกกฎหมายของรัฐบาล เหมือนกับที่รัฐบาลของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเคยออกกฎหมายมาแล้วนับร้อยฉบับ ในช่วงเวลาการบริหารประเทศระยะสั้น และหากเปรียบเทียบระหว่างรัฐบาลทั้งสองชุด แต่ต่างยุคต่างสมัย ก็จะเห็นว่ามีความเหมือนกันในเรื่องของการทำหน้าที่นิติบัญญัติ เพียงแต่ต่างกันตรงที่มาของฝ่ายบริหารเท่านั้น กล่าวคือรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ คณะผู้ดำเนินการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมาเป็นผู้บริหารประเทศเอง ขณะสมัยนายอานันท์ รัฐบาลส่วนใหญ่มาจากผู้เชี่ยวชาญ
การเร่งออกกฎหมายจำนวนมากของรัฐบาล สะท้อนให้เห็นความล้มเหลว ของการทำหน้าที่นิติบัญญัติของประเทศในอดีต เพราะรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ มองว่ากฎหมายที่เร่งประกาศออกมานั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่ควรแก้ไข เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ จึงมีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐบาลก่อนหน้ามีรัฐประหาร และทำไมกฎหมายบางฉบับมีความสำคัญ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจึงไม่เห็นความสำคัญของกฎหมายดังกล่าวและเร่งผลักดันออกมาเพื่อบังคับใช้ ซึ่งบรรดานักการเมืองต้องเป็นผู้ตอบคำถามนี้
แต่ขณะนี้เกิดความเคลื่อนไหวในแวดวงราชการหลายกระทรวง รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรอิสระอื่นๆ และเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับสังคมต้องช่วยกันหาคำตอบคือ มีการเคลื่อนไหวผลักดันเพื่อเสนอกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ ที่ต้องการให้มีการแก้ไข ดังนั้น จึงเกิดการตื่นตัวมากเป็นพิเศษกับคนเหล่านี้ในการเสนอแก้ไขกฎกติกาต่างๆที่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อการทำงานของตนเอง ซึ่งมีการเปรียบเทียบเชิงตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลที่มาจากทหารจึงทำอะไรได้มากกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ดังนั้น ในช่วงเวลาแห่งการปฏิรูปการเมือง ซึ่งนักการเมืองและพรรคการเมือง ดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายหลักของการปฏิรูปในครั้งนี้ด้วย แม้ขณะนี้ยังไม่เห็นรูปร่างหน้าตาของการปฏิรูปการเมืองที่ชัดเจนก็ตามว่าจะออกมาอย่างไร ประเด็นที่กล่าวถึงประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลที่มาจากประชาชนนั้นจึงควรคำนึงถึงอย่างยิ่ง และบรรดานักการเมืองต้องช่วยกันตอบคำถามและทบทวนบทบาทของตัวเองในช่วงที่ผ่านมาว่าทำหน้าที่การบริหารประเทศได้แค่ไหน และทำไมจึงถูกตั้งคำถามในเรื่องการทำงาน
ที่กล่าวมาข้างต้นว่ารัฐบาลทหารทำอะไรได้มากกว่า รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะสนับสนุนการปกครองโดยทหาร หรือสนับสนุนการรัฐประหาร แต่ต้องการสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์สำคัญของระบบประชาธิปไตยไทยที่ผ่านมาว่าขาดตกบกพร่องอย่างไร โดยหยิบยกเรื่องการออกกฎหมายเป็นตัวอย่างที่สะท้อนจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับนักการเมืองมาโดยตลอด ดังนั้น การปฏิรูปการเมืองจึงไม่อาจปฏิรูปเพียงรูปแบบเท่านั้น แต่ยังต้องมุ่งไปที่เนื้อหาสาระที่สำคัญของฝ่ายการเมือง นั่นคือ การทำงานภายใต้กติกาประชาธิปไตย









