วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน : ใครได้ ใครเสีย

รัฐมนตรีว่ากระทรวงพลังงาน (ณรงค์ชัย อัครเศรณี) ได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะให้ของขวัญปีใหม่กับประชาชน

ด้วยการเลื่อนการปรับโครงสร้างราคาพลังงานออกไปเป็นหลังปีใหม่ ทั้งนี้เพราะเกรงว่าผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีจะเดือดร้อน แต่ท่านอาจไม่ได้คิดว่าการเลื่อนการปรับโครงสร้างราคาพลังงานออกไปเป็นการให้ของขวัญปีใหม่กับผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีก็จริง แต่ก็เป็นการลงโทษผู้ใช้น้ำมันบางประเภทครับ

ความจริงแล้วการปรับโครงสร้างราคาพลังงานครั้งนี้ มีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์

ผู้ได้ประโยชน์คือผู้ใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันแก๊สโซฮอลที่จะได้ใช้น้ำมันในราคาถูกลงลิตรละ 2-3 บาท ขึ้นอยู่กับว่ารัฐจะตัดสินใจลดภาษีสรรพสามิตและเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯในอัตราเท่าใด

ปัจจุบันรัฐเก็บภาษีสรรพสามิตจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล 95/91 ในอัตรา 5.60 และ 5.04 บาท ตามลำดับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นอัตราที่เหมาะสมแล้ว แต่ถ้ารัฐคิดว่าน่าจะลดลงได้อีก ผมก็อยากเสนอให้เก็บที่ลิตรละ 5 บาทรวดเท่ากันหมดทุกผลิตภัณฑ์ไปเลย ส่วน E 20/ E 85 ก็อย่าไปแตะ ทิ้งไว้ที่ลิตรละ 4.48 และ 0.84 บาทเท่าเดิม (หรือจะปรับเป็น 4.50 และ 1.00 บาท/ลิตรก็ได้)

ส่วนเงินเก็บเข้ากองทุนฯซึ่งปัจจุบันเก็บจากเบนซินลิตรละ 9.65 บาท และแก๊สโซฮอล 95/ 91 ลิตรละ 4.15 และ 2.15 บาท ตามลำดับนั้น ผมเสนอให้ลดลงลิตรละ 2.15 บาทไปเลย (เพราะรัฐมีนโยบายให้เลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล 91 อยู่แล้ว)

ถ้าทำตามข้อเสนอของผม ราคาน้ำมันเบนซินก็จะถูกลง 2.75 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล 95/91 2.19 บาท/ลิตร

ในส่วนของน้ำมันดีเซลที่จะมีการยกเลิกการตรึงเพดานราคา 30 บาท/ลิตร และปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต ผู้ใช้น้ำมันดีเซลก็ไม่ต้องเป็นกังวลว่าราคาจะสูงขึ้นจนทะลุ 30 บาท เพราะปัจจุบันรัฐเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 0.75 บาท/ลิตร และเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯอีก 3.70 บาท/ลิตร รวมเป็น 4.45 บาท/ลิตร

ถ้ารัฐต้องการภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 3-4 บาท รัฐก็เพียงโยกเงินที่เก็บเข้ากองทุนฯส่วนหนึ่งมาเป็นภาษีสรรพสามิตเสีย ที่เหลือก็เป็นเงินเก็บเข้ากองทุนฯไป โดยวิธีนี้ก็จะไม่กระทบราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเลย

แต่ในส่วนที่จะต้องกระทบแน่ๆ คือกลุ่มผู้ใช้ก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่จะต้องมีการปรับราคาขึ้นไปให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง หลังจากนำเงินกองทุนน้ำมันฯที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันมาอุดหนุนผู้ใช้ก๊าซให้ได้ใช้ในราคาถูกกว่าต้นทุนมาอย่างยาวนาน

ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นเรื่องที่รัฐต้องเข้ามาดูแลผู้ที่มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบและไม่สามารถช่วยตัวเองได้ หรือผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อไม่ให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นจนเกินไป

แต่ไม่ใช่ไปใช้เงินอุดหนุนราคาแบบหน้ากระดานที่ทุกคนได้หมดไม่ว่าคนรวยหรือคนจนแบบที่เคยทำมา เพราะจากการศึกษาขององค์กรระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็น IMF หรือ IEA ล้วนบ่งชี้ว่าเป็นการอุดหนุนคนรวยมากกว่าคนจน เนื่องจากคนรวยใช้พลังงานสิ้นเปลืองมากกว่าคนจนครับ

ในเมื่อการปรับโครงสร้างราคาพลังงานมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์แบบนี้ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับความคิดที่จะเลื่อนการปรับโครงสร้างราคาพลังงานออกเป็นหลังปีใหม่ เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างราคา คือ รถยนต์ส่วนตัวและรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลมากกว่า 27 ล้านคันมีมากกว่าผู้ใช้ก๊าซหุงต้มทั้งในครัวเรือนและภาคขนส่ง

อีกทั้งคนกลุ่มนี้คือคนกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระการจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯในอัตราสูงมาอย่างยาวนานเพื่อไปอุดหนุนผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีให้ได้ใช้ในราคาถูกมาโดยตลอดนับเป็นสิบปี เขาจึงควรที่จะได้รับคืนความชอบธรรมโดยเร็วที่สุด

อนึ่ง ช่วงเวลานี้เป็นช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้วที่จะเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาทั้งระบบโดยไม่ชักช้า เพราะเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงต่ำที่สุดในรอบสี่ปี และราคาก๊าซแอลพีจีในตลาดโลกก็ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำมากที่ 606 เหรียญสหรัฐ/ตัน (เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 1,200 เหรียญสหรัฐ/ตัน) การปรับราคาพลังงานในช่วงนี้จะไม่มีผลกระทบต่อผู้บริโภคมากนัก

แต่ถ้าเลื่อนไปทำในเดือนมกราคม 2558 เราก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร ราคาน้ำมันและก๊าซแอลพีจีอาจจะกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง หรืออาจจะสูงกว่าในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้การปรับโครงสร้างราคามีความยุ่งยากมากขึ้นไปอีก

ข้อสำคัญ ระหว่างนี้ไปจนถึงเดือนมกราคมในปีใหม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และกระทรวงพลังงานก็จะตกเป็นเป้าถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปเรื่อยๆ ว่า ทำไมราคาน้ำมันในตลาดโลกลงแต่ราคาน้ำมันบ้านเราลงน้อยกว่าตลาดโลก

ก็เพราะเรายังไม่กล้าปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบและปล่อยให้ราคาขึ้นลงตามกลไกตลาดอย่างแท้จริงไงล่ะครับ !!!