เมื่อวานในคอลัมน์เดียวกันนี้ที่ใช้ชื่อว่า "จากขาหุ้น อ.ประภาส ถึงณาตยา บทเรียนจากใต้ถึง กทม." นั้น
ผมทิ้งท้ายเรื่อง"ไอโอ'ล้ำเส้น'ที่ชายแดนใต้"เอาไว้ วันนี้จึงขออนุญาตสานต่อ
เพราะเกี่ยวเนื่องกันในแง่ของการคุกคาม แทรกแซง ดิสเครดิตผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง รวมทั้งสื่อมวลชนด้วย คล้ายๆ กับกรณีของไทยพีบีเอส แต่ที่ชายแดนใต้เป็นบริบทที่แคบกว่า แต่แม้จะแคบกว่าก็แค่ในแง่ของพื้นที่ ส่วนเรื่องความดุเดือดนั้น...ไม่แพ้กัน!
"ไอโอ"ย่อมาจากInformation Operationsหรือ"ปฏิบัติการข่าวสาร"ซึ่งเป็นภาคหนึ่งของการชิงความได้เปรียบในสงครามมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ เวลาเราสู้รบปรบมือกับใคร แทนที่จะสู้กันซึ่งๆ หน้าอย่างเดียว ก็ต้องมีการต่อสู้กันในเชิงข้อมูลข่าวสารเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ ตีแผ่ความดีและความสำเร็จของฝ่ายตน ในขณะเดียวกันก็ตอกย้ำความเลวร้ายหรือความไม่ถูกต้องของฝ่ายตรงข้ามไปด้วย
"ไอโอ"ในยุคหลังๆ พัฒนาไปตามเครื่องมือการสื่อสาร ในยุคปัจจุบันก็ใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยเฉพาะ"เฟซบุ๊ค"เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลฝ่ายตน
ที่ชายแดนใต้ก็มีการทำ"ไอโอ"เช่นกัน เพราะสมัยแรกๆ รัฐและฝ่ายความมั่นคงตกเป็น"ฝ่ายตั้งรับ"ในยุทธการข่าวลือของขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน ที่ใช้การปล่อยข่าวตามร้านน้ำชา ใช้ความน่าเชื่อถือของคนที่ปล่อยข่าวซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่ชาวบ้านยอมรับนับถือในท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านหลงเชื่อ และมองรัฐในแง่ลบแบบ 100%
ต่อมาเมื่ออินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย และสมาร์ทโฟนแพร่หลาย กลุ่มขบวนการก็ขยายงานเข้าไปในโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้น สังเกตได้จากภาพการฝึก การสะสมอาวุธ และการปฏิบัติการเริ่มหลุดออกสู่สาธารณะบ่อยครั้งขึ้น
ด้วยเหตุนี้รัฐและฝ่ายความมั่นคงจึงต้องปรับตัว เน้นยุทธศาสตร์ชิงพื้นที่สื่อทั้งบนดินใต้ดิน เรื่องบนดินไม่มีใครว่า แต่"ใต้ดิน"เริ่มแรงและ"ล้ำเส้น"มากขึ้นเรื่อยๆ
มีการไปเปิด"เพจผี"ในเฟซบุ๊ค ซึ่งหมายถึงหน้าเพจที่ไม่ระบุตัวตนชัดเจน แล้วแพร่ข้อมูลในลักษณะสร้างความเกลียดชังกลุ่มก่อความไม่สงบ ก่อนจะค่อยๆ ลุกลามไปยังผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างในท้องถิ่น ล่วงเลยไปถึงสื่อมวลชนอาชีพ ที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของฝ่ายความมั่นคงอย่างตรงไปตรงมา มีการเอารูปจริง หน้าจริง ชื่อจริง และเฟซบุ๊คไปโพสต์ประจาน โดยไม่สนใจสวัสดิภาพของคนเหล่านั้น
ทั้งๆ ที่หากเขาทำผิดกฎหมาย ก็แจ้งความดำเนินคดีได้เลย...
ส่วนการด่าประณามผู้ก่อเหตุรุนแรง ก็มีการใช้ภาพจากจุดเกิดเหตุอย่างแพร่หลาย โดยมากเป็นภาพเหยื่อผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บในลักษณะที่เข้าข่ายการละเมิดสิทธิผู้ตาย ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวผู้ตายอย่างชัดแจ้ง แล้วก็เขียนถ้อยคำหยาบคายต่อว่าผู้กระทำ แล้วก็โยงไปถึงผู้คิดเห็นแตกต่าง รวมทั้งสื่อบางแขนง ทั้งๆ ที่หลายเหตุการณ์ยังไม่มีผลสอบสวนชัดเจนว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด
การใช้ภาพที่แม้แต่สื่อมืออาชีพยังหาได้ยาก ประกอบกับข้อมูลเชิงลึกชนิดที่น้อยคนนักที่รู้ ทำให้หลายคนเห็นตรงกันว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลัง "เพจผี" เหล่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่ก็คือเจ้าหน้าที่รัฐนั่นเอง
พล.อ.ไวพจน์ ศรีนวลอดีตรองปลัดกลาโหม และอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กูรูด้านการข่าวของทหารเอง เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าการใช้"ไอโอ"แบบที่ฝ่ายความมั่นคงไทยนิยมใช้เหมือนที่สหรัฐใช้ในสงครามอิรัก คือ ให้ข้อมูลความเลวร้ายของฝ่ายตรงข้ามด้านเดียวนั้น จริงๆ แล้วไม่ควรใช้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เพราะนี่คือการต่อสู้ของ"คนไทยด้วยกัน"ที่บทสรุปสุดท้ายต้องอยู่ร่วมกันต่อไป การมุ่งสร้างความเกลียดชังจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ และไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ไม่ว่าจะระยะสั้นหรือระยะยาวก็ตาม
น่าแปลกที่วันนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้ากระบวนการพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่าง แม่ทัพภาคที่ 4 เพิ่งให้สัมภาษณ์ว่าจะส่งคณะทำงาน 14 คณะไปคุยถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย และในพื้นที่ คุยกับครอบครัวผู้ก่อเหตุรุนแรง และอำนวยความสะดวกเรื่องการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
แต่กับ"สื่อทางเลือก"หรือแม้แต่ "สื่อกระแสหลัก"ที่เสนอข่าวไม่ถูกใจ หรือเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านได้พูดบ้าง กลับมีการขึ้นบัญชีว่าเป็น"แนวร่วมมุมกลับ"
ทหารหลายคนชอบพูดว่า"ถ้าสื่อหยุดเสนอข่าวใต้ 3 เดือน รับรองเหตุการณ์สงบ"ซึ่งเป็นคำพูดที่ไร้ความรับผิดชอบและไม่เข้าใจภูมิทัศน์ของสื่อในยุคปัจจุบัน เพราะในโลกยุคดิจิทัล คุณไม่สามารถปิดกั้นข้อมูลข่าวสารได้อีกแล้ว
การต่อสู้ด้วยความดี ความจริง (ใจ) และความถูกต้อง เคารพกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างหากที่จะทำให้ไฟใต้ดับมอดอย่างยั่งยืน






