วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"โคมลอยในวันลอยกระทง" บทเรียนที่ต้องทบทวนนโยบายเพื่อการปฏิรูประบบราชการ

คำแถลงนโยบาย 11 ด้านของนายกรัฐมนตรีปัจจุบันว่าจะดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศว่าด้วยการเข้าใ

เข้าถึงและพัฒนาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นหลักสำคัญ แต่ในการออกแบบนโยบาย 11 ด้าน นั้น หากพิจารณาให้ถี่ถ้วนถึงผลกระทบของนโยบายที่จะส่งผลต่อกันไปมาอย่างที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ระหว่างการพัฒนาแบบทุนนิยมเสรีและการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม

ความไม่เข้ากันของสองสิ่งนำไปสู่ประเด็นและข้อพิพาททางสังคม เมื่อการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการท่องเที่ยว โดยที่มีศิลปวัฒนธรรมและประเพณี วิถีชีวิตของผู้คนในประเทศ ชุมชน เป็นจุดขายทางการท่องเที่ยว ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกันด้านนโยบาย ซึ่งระบบราชการโดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นดำเนินงานตามแผนงานที่ได้จัดทำเพื่อของบประมาณในการจัดสรรดำเนินงาน อันเป็นวิธีการวางแผนในการใช้เงินล่วงหน้าและโดยส่วนใหญ่จะนิยมจัดทำโครงการในแบบเดิมที่เคยเป็นมา ซึ่งกว่าจะได้งบประมาณมาดำเนินการในด้านใดด้านหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เรื่องนั้น ประเด็นนั้น อาจจะเปลี่ยนไปตามบริบททางสังคม และอาจจะไม่เหมาะสมที่จะทำต่อ แต่จำเป็นต้องทำต่อเพื่อป้องกันความบกพร่องของหน่วยงานในระบบราชการ ที่จะทำงานไม่ตรงตามเป้าหมายที่วางแผนไว้ในยุทธศาสตร์หรือแผนปฏิบัติราชการ

ประเด็นความขัดแย้งกันเองที่เกิดขึ้นให้เห็นจากการทำหน้าที่รายงานข่าวของสื่อมวลชนจึงปรากฏโดยทั่วกัน เช่น กรณีการปล่อยโคมลอยในแถบภาคเหนือซึ่งเคยยึดถือกันมานาน และยังเป็นประเพณีที่เป็นจุดขายสร้างรายได้ให้กับการท่องเที่ยวในภาคเหนือ นักท่องเที่ยวเองก็ได้รับข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายนทุกปี หากมาเที่ยวประเทศไทยจะได้ร่วมกับกิจกรรมทางการท่องเที่ยวคือการปล่อยโคมลอยและลอยกระทงในวันคืนเดือนพระจันทร์เต็มดวง ภาพที่ปรากฏในการท่องเที่ยวมักจะเป็นภาพที่สวยงาม แต่ในการรับรู้ของคนไทยที่เป็นคนในพื้นที่กับพบประเด็นการนำเสนอของข่าว เช่น การนำเสนอข่าวว่า

“โคมลอยเจ้ากรรมส่งผลกระทบต่อเครื่องบิน โดยในช่วงวันลอยกระทงของทุกปีสายการบินจะมีการเปลี่ยนแปลงตารางบินและทำการยกเลิกเที่ยวบินบางเที่ยวเพราะจากสถิติการเก็บโคมลอยที่มอดไหม้และตกลงมาในบริเวณสนามบินในปี พ.ศ. 2554 - 2556 พบว่ามีเศษโคมลอยที่ตกลงมาตั้งแต่ 400 -1,400 ลูกรวมทั้งการเล่นพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟที่สร้างอันตรายให้กับผู้คนอย่างเห็นได้ชัดเจน รวมกระทั่งในจังหวัดอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาคเหนือ ทั้งในกรุงเทพ ปริมณฑล โดยใช้พระราชบัญญัติต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เชียงใหม่ใช้ พ.ร.บ. 2521 มาตรา 6 ว่าด้วยการกระทำใดๆ ทั้งโคมลอย ทั้งลูกโป่ง ลำแสงเลเซอร์ ที่จะไปทำให้เกิดการรบกวน กระทำให้เป็นอันตรายต่ออากาศยาน หรือน่าจะเป็นอันตราย โดยอัตราโทษถึงขั้นประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกระหว่าง 5 ปี ถึง 20 ปี ในขณะที่ กทม.ใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” (เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์สืบค้นจาก http://www.manager.co.th/Daily/ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2557) และภาพข่าวในโลกสังคมออนไลน์ Nation Channel กับเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านในจังหวัดทางภาคอีสาน เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2557

ความขัดแย้งของเนื้อหาและภาพจากที่มองเห็นได้จากภาพแสดงกิจกรรมจุดขายการท่องเที่ยวของหน่วยงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อันเป็นเว็บไซต์ที่เข้าถึงได้ทั่วโลก (สืบค้นจาก http://thai.tourismthailand.org/see-do/event-detail/5537?title=งานประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่-ประจำปี-2557 วันที่ 7 พฤศจิกายน 2557)

เหตุการณ์ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความขัดแย้งของเนื้อหาบนประเด็นเดียวกันผ่านพื้นที่สื่อมวลชนและในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่ผู้ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย (Policy) ผู้ทำหน้าที่ในการส่งสาร (Sender) ผู้ทำหน้าที่ในการผลิตเนื้อหาสาร (Message) จะต้องสนใจว่า ผู้รับสาร (Receivers) จะรับรู้เรื่องราวและสับสนกับเรื่องราวอย่างไร หรือจะต้องเป็นฝ่ายเลือกที่ตัดสินใจเองว่าจะเลือกเชื่อถือเนื้อหาสารแบบไหนหรือเลือกที่จะทำตามแนวทางใดอันเป็นการผลักภาระกลับไปหาผู้รับสารซึ่งมีความหลากหลายทั้งอายุ ระดับความรู้เท่าทันสื่อและระดับการตัดสินใจที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน

การปฏิรูประบบราชการที่มีตัวหนังสือและข้อความกว้างๆ มีความสวยงามของสาร แต่ในหลักปฏิบัติที่ไม่สอดคล้อง ต่างฝ่ายต่างมุ่งเป้าหมายและตัวเลขของหน่วยงาน ไม่ใช่การทำงานเชิงบูรณาการ โดยมีการสื่อสารต่างบทบาทจากหน่วยงานคนละหน่วยงาน คงจะต้องหันกลับมาพิจารณาใหม่ว่า ทุกหน่วยงานต่างก็ทำหน้าที่สื่อสารบนพื้นที่สาธารณะที่เข้าสู่การรับรู้ของผู้คนทั่วโลกอันควรตระหนักและร่วมกันบูรณาการในการสร้างเนื้อหาสารให้สอดคล้องและมีทางออกร่วมกันที่ดี อันจะเป็นหนึ่งตัวอย่างของการปฏิรูประบบราชการ

ซึ่งหน่วยงานแต่ละส่วนที่เกี่ยวข้องควรช่วยกันพิจารณาและร่วมกันปฏิรูปอย่างจริงจัง หาทางออกให้กับแนวทางการพัฒนาประเทศที่จะไม่สร้างความสับสนระหว่างความเป็นศิลปวัฒนธรรมกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้เสมอ