วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"คอรีเยาะ" ทนไม่ไหว คสช.ปล่อยไฟใต้โชน!

ฝีไม้ลายมือการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ของรัฐบาลชุดนี้ ชักไม่ค่อยโดนใจคนในพื้นที่เสียแล้ว...

แม้แต่คนที่เคยออกโรงเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาตั้งแต่สมัยเป็น ผบ.ทบ. ต่อเนื่องมากระทั่งยึดอำนาจ เป็นประธาน คสช. และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย อย่าง คอรีเยาะ หะหลี ก็ยังทนไม่ไหว

"คอรีเยาะ เป็นใคร?" หลายคนอาจมีคำถาม

คอรีเยาะคืออดีตเด็กหญิงมุสลิม ที่ต้องสูญเสียบิดาไปในเหตุการณ์กรือเซะ เมื่อวันที่ 28 เม.ย.47 และออกมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมเพราะถูกตราหน้าว่าเป็น "ลูกโจร" เธอไม่เชื่อว่าบิดาเข้าไปร่วมปฏิบัติการความรุนแรงกับกลุ่มวัยรุ่นและชายฉกรรจ์หลายร้อยคน ที่เปิดปฏิบัติการโจมตีป้อมจุดตรวจของเจ้าหน้าที่กว่า 10 แห่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงเช้ามืดวันนั้น แล้วบางส่วนหลบเข้าไปในมัสยิดกรือเซะ

เจ้าหน้าที่จัดกำลังล้อมเอาไว้เกือบทั้งวัน ก่อนตัดสินใจยิงอาวุธหนักเข้าใส่จนมัสยิดเสียหาย และคนข้างในเสียชีวิตทั้งหมดกว่า 30 คน!

หนึ่งในนั้นเป็นพ่อของคอรีเยาะซึ่งอายุมากแล้ว เธอจึงไม่เชื่อว่าบิดาจะไปร่วมกับกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง แต่อาจไปละหมาดในมัสยิดอยู่ก่อนเหมือนกับผู้บริสุทธิ์อีกหลายๆ คน แต่สุดท้ายต้องมาตาย

เธอต่อสู้มาหลายปีจนมีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยเข้าใจเธอ ขณะที่คอรีเยาะก็เติบโตขึ้น เธอเริ่มรู้ว่าปัญหามากมายในพื้นที่ไม่ได้เกิดจากเจ้าหน้าที่แต่เพียงด้านเดียว แต่หลายปัญหาก็เกิดจากคนในพื้นที่เอง เธอจึงปรับบทบาทจากการเป็นปฏิปักษ์กับเจ้าหน้าที่ เปลี่ยนเป็นการ "ใช้เจ้าหน้าที่" ให้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับเธอและชุมชน...วันนี้เธอเป็นแกนนำสตรีบ้านส้ม ต.ควนโนรี อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี

และด้วยเหตุนี้คอรีเยาะจึงรู้จักทหารมากมาย ทั้งยังเคยเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. เมื่อวันที่ 10 พ.ค.55 ในฐานะผู้นำเยาวชนจากชายแดนภาคใต้ วันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ เอ่ยปากขอโทษพี่น้องมุสลิมกับความผิดพลาดในอดีตที่เจ้าหน้าที่เคยก่อ

ก่อนจากกัน เธอชวน "บิ๊กตู่" ทำท่า "ซารางเฮโย" ซึ่งแปลว่า "ฉันรักเธอ" ในสไตล์เกาหลี ซึ่ง ผบ.ทบ.ก็ยอมทำ กลายเป็นข่าวฮือฮาไปทั่ว และนั่นยิ่งทำให้คอรีเยาะประทับใจ และสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เรื่อยมา

ทว่าตลอด 5 เดือนที่ คสช.ภายใต้การนำของ "บิ๊กตู่" รับผิดชอบปัญหาภาคใต้อย่างเต็มมือ ดูเหมือนมีหลายสิ่งที่ยังผิดพลาด โดยเฉพาะผลประชุมฝ่ายความมั่นคงเมื่อวาน (3 พ.ย.) ที่เตรียมทุ่มงบ 1,700 ล้านตั้งกรมทหารพรานใหม่ และส่งปืนยาว เอชเค 33 จำนวนหลายพันกระบอกให้ อส.ใช้เป็นอาวุธประจำกาย

คอรีเยาะจึงเขียนหนังสือฝากสื่อส่งถึงอดีต ผบ.ทบ.ซึ่งเคยทำท่า "ซารางเฮโย" ร่วมกับเธอ
"กราบเรียนท่าน ผบ.ทบ.ที่เคารพรัก (หมายถึง พล.อ.ประยุทธ์) ในนามเหยื่อใต้ ขอแสดงความห่วงใหญ่ในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่ผลออกมาว่าจะจัดงบเป็นพันๆ ล้านมาจัดตั้งกรมทหารพราน จัดหาอาวุธปืนให้กับอาสาสมัคร เราในฐานะเหยื่อ ขอให้ท่านทบทวนว่ามีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องเพิ่มงบ เพิ่มกำลัง เพิ่มอาวุธปืนลงไปในพื้นที่มากขนาดนี้

อยากทราบว่าทุกวันนี้กองกำลังที่มีอยู่เดิม ถ้าลดการใช้อาวุธปืนแล้วมาใช้อาวุธทางปัญญา ใช้จิตวิทยาเอาชนะคนในพื้นที่ จะดีกว่าไหม เพราะการใช้อาวุธปืนมันจะทำให้เกิดการท้าทายอำนาจกันมากขึ้น อาจทำให้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น คนทำงานก็ขาดความรู้ความรอบคอบ ในบางเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเองทำงานบนความหวาดระแวง ประมาท ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน เราจึงไม่เชื่อว่าการที่ อส.มีอาวุธปืนแล้วจะสามารถป้องกันตัวหรือเหตุต่างๆ ได้

กรณีทหารพรานหญิงก็เช่นกัน เราไม่อยากเห็นผู้หญิงสามจังหวัดโดยเฉพาะผู้หญิงที่เป็นมุสลิมเข้าไปอยู่ในวงจรความขัดแย้ง ผู้หญิงควรทำหน้าที่เป็นแม่ของลูก และต้องแต่งตัวตามหลักอิสลามอย่างเคร่งครัด แต่เท่าที่เห็นผู้หญิงมุสลิมที่ได้เข้าไปเป็นทหารพรานหญิง จะถูกบังคับไม่ให้สวมฮีญาบ ทำให้สูญเสียอัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมไป และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผ่านมาทหารพรานหญิงถูกทำร้ายถึงแก่ชีวิต

จึงอยากให้ทบทวนว่าสิ่งที่พยายามทำอยู่ มันใช่วิธีแก้ปัญหาจริงๆ หรือ ทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ควรมีใครสูญเสีย จึงขอวิงวอนให้ใช้สันติวิธีแก้ปัญหาร่วมกัน จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด"