วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"ข้อเท็จจริง" ที่ยืนกันอยู่คนละมุม

กลายเป็น "ประเด็นร้อน" สำหรับการเปิดสำรวจสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 จำนวน 29 แปลง ครอบคลุมพื้นที่

บนบกและในทะเลอ่าวไทย หลังสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน นำทีมโดย "ศรีสุวรรณ จรรยา" นายกสมาคมฯ ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 22 ต.ค. มีมติเปิดให้สำรวจสัมปทานปิโตรเลียม ดังกล่าว

โดยขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งระงับเพิกถอนประกาศกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เรื่องเขตพื้นที่แปลงสำรวจปิโตรเลียมบนบกและในทะเลอ่าวไทยดังกล่าว ที่ลงวันที่ 21 ต.ค. รวมทั้งให้ระงับกระบวนการการอนุมัติให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 และให้ศาลสั่งให้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อนเปิดสำรวจ และระหว่างพิจารณาคดีขอให้ศาลมีคำสั่งให้ระงับกระบวนการ ในการเปิดรับสิทธิสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

เรื่องชักจะบานปลาย ร้อนถึง "นายกฯประยุทธ์" ต้องออกมาพูด "หย่าศึก" ด้วยตัวเอง โดยระบุว่า..

"ขอให้สบายใจ เพราะเรื่องการเปิดสำรวจพื้นที่พลังงาน 29 แปลง ได้สั่งการให้นำไปหารือในสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน และรัฐบาลพร้อมปฏิบัติตามมติต่างๆ ที่ออกมา"

ขณะที่เสียงจากบางฝ่ายสะท้อนว่า กรณีนี้ "ภาครัฐ" ได้แก่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง "ละเลย" ที่จะรับฟังเสียงประชาชน หาก "ข้อเท็จจริง" เป็นไปตามที่สมาคมต่อต้านโลกร้อน บอกว่า ที่ผ่านมายังไม่มีเวทีเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

แม้กระทรวงพลังงานจะอ้างว่าเป็นในขั้นของการ "สำรวจ" เท่านั้น

หรือเพราะนี่คือ "เรื่องที่ต้องรีบตัดสินใจ" ตามคำกล่าวของ "คุรุจิต นาครทรรพ" รองปลัดกระทรวงพลังงาน จาก "วิกฤติพลังงานไทย" ที่หายใจรดต้นคอ

โดยตามข้อมูลของกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยวันละ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต ในจำนวนนี้ 67% เป็นการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ขณะที่ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่มีการพิสูจน์แล้ว เหลือใช้เพียงพอแค่ 7 ปีหากไม่มีการค้นพบแหล่งพลังงานใหม่ คาดว่าก๊าซธรรมชาติจะหมดลงภายในปี 2561 - 2562 ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากต่างประเทศเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 30%

ส่งผลให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นจาก 4 บาทต่อหน่วย เป็น 6 บาทต่อหน่วย

นี่คืออีกหนึ่ง "ข้อเท็จจริง" ที่เกิดขึ้น จากคนละฟากฝั่งความขัดแย้ง

ปัญหานี้จะ "ผ่อนคลาย" ดีกรีความร้อนแรงลงได้ หากคู่ขัดแย้งยอม "โน้มตัว" เข้าหากัน โดยปลอดจากการ "ตั้งธง" ไว้ล่วงหน้า

การนำเรื่องนี้ไปหารือใน สปช.จึงถือเป็นทางออกหนึ่ง

เพราะหากคู่ขัดแย้ง ยังคงยืนอยู่คนละฟาก แน่นอนว่า วิกฤติพลังงานไทย ย่อมไม่อาจคลี่คลาย

อย่าลืมว่า ที่สุดแล้ว คู่ขัดแย้ง หากถอดหัวโขน มามองในมุมเดียวกัน คือ มุม "ผู้บริโภค"

ทั้งคู่ ไม่อาจหลีกหนีความจริง ว่าจะต้อง "จ่ายค่าไฟที่แพงขึ้น" ในอนาคต

หากไม่เร่งยุติความขัดแย้งทางความคิด