วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ASEM10 ณ กรุงมิลาน

ประเด็นการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเอเชียและยุโรปได้รับความสนใจมาก

ล่าสุดได้มีโอกาสเข้าร่วมและส่วนหนึ่งในการจัดการประชุมเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting) หรือที่รู้จักกันในนาม “อาเซม” ครั้งที่ 10 (ASEM10) จัดขึ้นที่กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 16 - 17 ตุลาคม 2557 ซึ่งเป็นการประชุมสุดยอดระดับผู้นำ (Summit) ที่รวมผู้นำและผู้แทนประเทศและองค์กรภูมิภาครวม 53 ประเทศ/คณะจากภูมิภาคเอเชียและยุโรป

การประชุม ASEM จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี ASEM ครั้งแรกไทยได้รับเกียรติให้เป็นประเทศเจ้าภาพ จัดขึ้นในปี 2539 ที่กรุงเทพฯ และ ASEM10 ในปีนี้มีสมาชิก ASEM ใหม่เพิ่ม 2 ประเทศคือ โครเอเชีย และคาซัคสถาน ในภาพรวม ประชากรจากสองภูมิภาคสมาชิกอาเซมคิดเป็นร้อยละ 58 ของประชากรโลก เศรษฐกิจคิดเป็นครึ่งหนึ่งของจีดีพีโลก และการดำเนินการค้าคิดเป็นร้อยละ 60 ของการดำเนินการค้าโลก

ในปีนี้ อิตาลีซึ่งกำลังดำรงตำแหน่ง EU Presidency ในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 เป็นเจ้าภาพการจัดการประชุม ASEM10 ภายใต้หัวข้อ "Responsible Partnership for Sustainable Growth and Security" จึงไปจัด Summit ครั้งนี้ที่กรุงมิลาน โดยมีนาย Herman Van Rompuy (เฮอร์แมน วาน รอมเปย) ประธานคณะมนตรียุโรป เป็นประธานการประชุม นับเป็นการประชุมระดับผู้นำครั้งท้ายสุดของนาย Van Rompuy และนาย Jose Manuel Barroso ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ภายใต้การบริหารงานของทั้งสองท่านก่อนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ผู้บริหารอียูชุดใหม่ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2557

สำหรับประเทศไทย นายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะเข้าร่วมการประชุม ASEM ครั้งนี้ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้เห็นผู้นำของไทยได้รับการยอมรับและต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้นำทั้งจากเอเชียและยุโรป โดยนายกรัฐมนตรีฯ ได้กล่าวถ้อยแถลงสำคัญต่อที่ประชุมจำนวน 2 ครั้ง เช่นเดียวกับผู้นำท่านอื่นๆ กว่า 50 ประเทศ ที่ต้องกล่าวเพียงท่านละ 3 นาที

นายกรัฐมนตรีไทยได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันระหว่างการประชุม ASEM10 และได้เสนอยุทธศาสตร์สำคัญของไทย 3 ประการต่อที่ประชุม ASEM ได้แก่

1) การเพิ่มบทบาทความเป็นหุ้นส่วนกับเอเชียผ่านการเพิ่มการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ กฎเกณฑ์การค้า การลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างสองภูมิภาค รวมทั้งการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย

2) การบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดจากความเชื่อมโยง อาทิ ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ โรคระบาด

3) การจัดทำความตกลงการค้าเสรีเอเชีย-ยุโรป รวมถึงบทบาทของไทยและอาเซียน ด้านความมั่นคงทางอาหาร และพลังงาน

การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกๆ ของนายกรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการ หลังจากการเยือนประเทศเมียนมาร์เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านั้น

การเข้าร่วมของนายกรัฐมนตรี ในเวที ASEM ครั้งนี้นับว่าเป็นก้าวสำคัญสำหรับการสร้าง engagement ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรี ได้มีโอกาสแนะนำตัวกับผู้นำจากหลายประเทศทั้งในภูมิภาคเอเชียและยุโรป ซึ่งอิตาลีในฐานะเจ้าภาพ และอียูในฐานะประธานการประชุม ได้ต้อนรับนายกรัฐมนตรี อย่างสมเกียรติ ทัดเทียมกับผู้นำสมาชิก ASEM อื่นๆ

นอกจากการเข้าร่วมการประชุม ASEM แล้ว นายกรัฐมนตรี ยังได้ใช้โอกาสเดียวกันเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำอาเซียน-อียูอย่างไม่เป็นทางการ (Informal ASEAN-EU Leaders' Meeting) และได้หารือทวิภาคีกับผู้นำจากหลายประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศจากภูมิภาคเอเชีย

จะเห็นได้ว่าในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ASEM ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมากับการเปลี่ยนแปลงและการขึ้นลงของสองภูมิภาคเอเชียและยุโรป ไม่ว่าจะเป็นยุคแห่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วของเอเชียจนยุคที่เอเชียต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 หรือยุคปัจจุบันที่ยุโรปเองกำลังประสบกับวิกฤติการเงิน กระบวนการ ASEM จึงถือได้เป็นเวทีแห่งประวัติศาสตร์ในการหารือระหว่างผู้นำจากสองผู้ภูมิภาคในการปรับตัวและปรับทิศทางความสัมพันธ์เอเชียและยุโรปให้เข้ากับยุคสมัยและสถานการณ์สำคัญๆ เหล่านั้น

แม้บางครั้ง ASEM อาจจะถูกมองจากนักวิเคราะห์หลายคนว่าเป็นเพียงเวที “Talk Shop” ของผู้นำ และถูกมองว่าไม่ค่อยได้มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก แต่อย่างไรก็ต้องชื่นชม “คุณค่า” ในตัวกระบวนการอาเซมเองที่เป็นเวทีให้สองภูมิภาคใหญ่ของโลกได้มีโอกาสเปิดอกหารือกันมาได้ถึงเกือบ 20 ปี โดยที่กระบวนการอาเซมมีความยืดหยุ่นสูง และเปิดโอกาสให้มีการสร้างความร่วมมือและกลไกในกรอบใหม่ๆ ให้ทันกับยุคสมัยและประเด็นที่เปลี่ยนแปลงไป

การหารือในกรอบ ASEM มิได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการเมืองการต่างประเทศเท่านั้น แต่ได้ขยายตัวไปเกี่ยวกับเรื่องปัญหาระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคง การต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ ความมั่นคงทางพลังงาน และอาหาร ซึ่ง ASEM ก็ได้รวมประเด็นใหม่ๆ เหล่านี้ไว้เป็นประเด็นการหารือ อาทิ ความร่วมมือในการป้องกันโรคระบาด Ebola เป็นต้น

ที่สำคัญ อาเซมยังเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรมระหว่างสองภูมิภาค ผ่านการมีส่วนร่วมของกลุ่มประชาสังคมและภาคธุรกิจ อาทิ การศึกษา การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ความร่วมมือเชิงวัฒนธรรม ฯลฯ ผ่านการประชุมอื่นๆ อาทิ Asia-Europe People’s Forum (AEPF), Asia-Europe Parliamentary Partnership Meeting (ASEP) และ Asia-Europe Business Forum (AEBF) ที่จัดควบคู่ไปกับการประชุมระดับผู้นำที่กรุงมิลานด้วย

เป็นที่เข้าใจกันว่า กระบวนการอาเซมมีเป้าหมายในการสร้างการเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันระหว่างภูมิภาคเอเชียและยุโรป แต่แท้จริงแล้วบทบาทและความสำคัญของสองภูมิภาคในกระบวนการอาเซมก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและยุคสมัย ในปีนี้ ประเด็นเรื่องการสร้างความเชื่อมโยงหรือ Connectivity ระหว่างเอเชียและยุโรปได้รับความสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเชื่อมโยงด้านการขนส่ง การติดต่อสื่อสาร โดยเน้นเรื่องการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ผ่านการเครือข่าย "New Silk Road" ระหว่างเอเชียและยุโรป

ฝากไว้ท้ายสุด ตามที่ประธานคณะมนตรียุโรปนาย Herman Van Rompuy กล่าวไว้ “Europe needs Asia's growthto jump-start its economy. Asia needs European markets, investment, technology”

การประชุมอาเซมครั้งต่อไป ครั้งที่ 11 จะจัดขึ้นที่ประเทศมองโกเลียในปี 2559

----------------

ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.euหรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd