วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฤๅสถานการณ์โลกแบบปี 97 กำลังจะกลับมา

เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอเพราะทุกส่วนไม่ใช้จ่าย ภาคครัวเรือนไม่มีกำลังซื้อ เพราะไม่มีรายได้จากอัตราการว่างงานที่สูง

ขณะที่รัฐบาลเริ่มตระหนักว่าเศรษฐกิจโลกมีปัญหา และเศรษฐกิจไทยคงไม่ฟื้นตัวแบบตัววีหรือโตในอัตราที่หน่วยงานรัฐแถลงทั้งปีนี้และปีหน้า พร้อมกับกำลังหามาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ซึ่งหมายถึงการก่อหนี้ให้ประเทศมากขึ้น (เพราะการใช้จ่ายของรัฐ เช่น การลงทุนก็ต้องมาจากการกู้เงิน)

สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือ เศรษฐกิจโลกขณะนี้อาจจะมีอะไรบางอย่างลึกกว่าที่เราเข้าใจในแง่ความอ่อนไหว ที่อาจนำไปสู่สถานการณ์หรือวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงได้อีกรอบ จำเป็นที่รัฐบาลต้องตระหนักในความเป็นไปได้นี้ และวางตำแหน่งเศรษฐกิจไม่ให้ล่อแหลมต่อการเกิดปัญหารุนแรงจากความเป็นหนี้ในกรณีที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่สถานการณ์คับขันหรือเกิดวิกฤติ นี้คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

เศรษฐกิจโลกขณะนี้มีอย่างน้อยเจ็ดสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน หนึ่ง โลกกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างพร้อมเพรียง ยกเว้น อังกฤษ และสหรัฐ สอง ที่แย่สุดคือเศรษฐกิจยุโรปที่กำลังถดถอย และจะมีปัญหาเงินฝืด คือ ราคาสินค้าลดลงเพราะไม่มีการใช้จ่าย สาม ราคาน้ำมันปรับลดลง สี่ ราคาสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับลดลง

ห้า เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น หก นโยบายการเงินของประเทศหลัก คือ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ไม่ไปในทางเดียวกัน หลังสหรัฐประกาศยุติมาตรการคิวอีเมื่อวันพุธที่ผ่านมาเพื่อปูทางไปสู่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่นต้องพึ่งการอัดฉีดสภาพคล่องโดยมาตรการแบบคิวอี เพราะเศรษฐกิจไม่ดี และเจ็ด ความผันผวนในตลาดการเงินโลกรุนแรงขึ้นจากที่ตลาดขาดทิศทาง

ทั้งเจ็ดประเด็นนี้เมื่อปะติดปะต่อเป็นภาพเศรษฐกิจโลก ก็ชี้ไปที่พัฒนาการที่ต้องติดตามในสามประเด็น

หนึ่ง เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอเพราะทุกส่วนไม่ใช้จ่าย ภาคครัวเรือนไม่มีกำลังซื้อ เพราะไม่มีรายได้จากอัตราการว่างงานที่สูง เฉพาะยุโรป ประมาณว่า มีคนไม่มีงานทำกว่า 45 ล้านคน ภาครัฐไม่ลงทุนเพราะปัญหาหนี้สาธารณะที่มีอยู่ และบริษัทเอกชนก็ชะลอการลงทุน ส่วนหนึ่งเพราะระดับหนี้ที่มีอยู่ และส่วนหนึ่งเพราะความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เมื่อเศรษฐกิจไม่ขยายตัวก็กดดันให้ราคาสินค้าต่างๆ รวมถึงราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับลดลง ทำให้รายได้ยิ่งชะลอหรือติดลบ กดดันให้ประเทศที่มีหนี้สูงจะมีปัญหาในการชำระหนี้ ซึ่งปัญหาหนี้มักเป็นชนวนของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจตามมา

สอง ความแตกต่างในการฟื้นตัวและทิศทางนโยบายการเงิน ทำให้เงินทุนไหลกลับไปลงทุนในสินทรัพย์เงินดอลลาร์สหรัฐ เงินดอลลาร์สหรัฐจึงแข็งค่า ซึ่งแข็งค่าขึ้นมากในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา และจากแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น หลังยุติมาตรการคิวอี แรงกดดันให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ก็ยิ่งมีมาก

สาม เงินดอลลาร์ที่แข็งค่ากับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่จะปรับสูงขึ้น จะสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อเสถียรภาพของประเทศตลาดเกิดใหม่ในระยะต่อไป จากเงินทุนต่างประเทศที่จะไหลออก และต้นทุนการชำระหนี้ที่จะสูงขึ้น กระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระหนี้ ในอดีตทุกครั้งที่วัฏจักรอัตราดอกเบี้ยสหรัฐเป็นขาขึ้น พร้อมกับเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ประเทศตลาดเกิดใหม่ก็จะล่อแหลมมากต่อการเกิดวิกฤติ

นี้คือความคุกรุ่นของสถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกขณะนี้ ที่เศรษฐกิจโลกที่ชะลอ และเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า อาจจุดชนวนให้เกิดปัญหาชำระหนี้ในจุดใดจุดหนึ่งของโลก ที่สามารถพัฒนาเป็นวิกฤติที่รุนแรง เช่น กรณีวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดที่เม็กซิโกปี 1994 และเอเชียปี 1997 ก็มาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกแบบนี้ที่เศรษฐกิจประเทศหลักอ่อนแอ (ตอนนั้นคือญี่ปุ่น) ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวดี ค่าเงินดอลลาร์แข็ง และราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น โอกาสที่สถานการณ์โลกปัจจุบันจะพัฒนาไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่นำไปสู่ปัญหารุนแรงจึงเป็นเรื่องที่เราประมาทไม่ได้

ในบริบทนี้สำหรับประเทศไทย ประเด็นที่เราต้องตระหนัก และต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในแง่การทำนโยบายก็คือ

ช่วงห้าปีก่อนที่ประเทศตลาดเกิดใหม่เติบโตได้ดี รวมถึงไทยก็มาจากการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศให้ขยายตัวแทนการส่งออกซึ่งเป็นการขยายตัวบนการสร้างหนี้ใหม่ โดยทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต ประมาณว่าตั้งแต่ปี 2008 อัตราส่วนหนี้ต่อรายประชาชาติของประเทศตลาดเกิดใหม่ได้เพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 36 ซึ่งของประเทศไทยก็เช่นกัน หนี้ต่างประเทศของเราประมาณว่าจะเพิ่มเป็น 170 พันล้านดอลลาร์สหรัฐปีนี้จาก 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐปี 2010 คิดเป็นร้อยละ 40.2 ของรายได้ประชาชาติ หนี้ภาครัฐก็ประมาณร้อยละ 45.7 ของรายได้ประชาชาติ ขณะที่หนี้ครัวเรือนเพิ่มเป็น 10 ล้านล้านบาทเมื่อไตรมาสสองปีนี้ หรือร้อยละ 84 ของรายได้ประชาชาติ หนี้เหล่านี้ต้องชำระทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น ซึ่งถ้าเศรษฐกิจขยายตัวต่ำปีนี้และปีหน้า แรงกดดันต่อความสามารถในการชำระหนี้ของทั้งภาครัฐและเอกชนก็จะมีมาก

ขณะนี้ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยชะลอลงจริง และอาจชะลอมากกว่าที่รัฐบาลเองตระหนัก ซึ่งจะกระทบความสามารถในการชำระหนี้ของทุกฝ่าย เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจทุกตัวไม่แสดงการฟื้นตัว ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว รายได้เกษตรกร และสินเชื่อ ทั้งหมดสะท้อนเศรษฐกิจที่ขาดกำลังซื้อ ดังนั้น ปีนี้เศรษฐกิจคงขยายตัวต่ำมากไม่ถึงร้อยละ 1.5 และถ้าเศรษฐกิจจะขยายตัวปีหน้าร้อยละ 4.5 อย่างที่หน่วยราชการไทยให้ความเห็น ในทางเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจก็ควรต้องฟื้นแล้วขณะนี้ เพื่อเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อได้ในปีหน้าในอัตราร้อยละ 4-5 แต่ขณะนี้การฟื้นตัวก็ยังไม่เกิด ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจอีก (ซึ่งหมายถึงการก่อหนี้ใหม่) การกระตุ้นก็คงมีผลเพียงชั่วคราวให้เศรษฐกิจดีขึ้นในระยะสั้น แต่เมื่อเงินที่กู้มาถูกใช้หมด เศรษฐกิจก็จะกลับมาชะลออีก เพราะโดยข้อเท็จจริงปัจจัยต่างประเทศขณะนี้และพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศไม่เอื้ออำนวย ตรงกันข้ามการก่อหนี้ใหม่จะทำให้ระดับหนี้ของประเทศยิ่งเพิ่มมากขึ้น และต้องมีการชำระคืนและจ่ายดอกเบี้ย ดังนั้น ถ้าเศรษฐกิจไม่ขยายตัวปีหน้า ความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศคงมีปัญหา

ดังนั้น ณ จุดนี้ที่เศรษฐกิจโลกล่อแหลมต่อการเกิดปัญหาหนี้ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศจึงไม่ควรสร้างความล่อแหลมมากขึ้นโดยทำให้ประเทศยิ่งมีหนี้มากจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระดับหนี้ที่มากจะทำให้ประเทศยิ่งล่อแหลมต่อการเกิดปัญหารุนแรงเมื่อเศรษฐกิจชะลอและมีเงินทุนไหลออก

ในภาวะเช่นนี้จึงเป็นประโยชน์กว่าในแง่นโยบายที่เราจะยอมรับความจริงว่าเศรษฐกิจคงต้องชะลอตามเศรษฐกิจโลก เพราะประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจเปิด และนโยบายหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวให้ได้กับเศรษฐกิจโลกที่แย่ลง โดยไม่ฝืนความเป็นจริงด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจ และก่อหนี้มากขึ้น แต่ควรหันมากระตุ้นโดยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศจะควบคุมได้ และจะสามารถปรับตัวกับความเสี่ยงต่างๆ ได้โดยรัฐบาลจะมุ่งแก้ไขปัญหา โดยการปฏิรูป ระบบการเมือง ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกเลิกกฎอัยการศึก (ซึ่งกระทบการท่องเที่ยวและการจัดประชุมนานาชาติในประเทศไทยมาก เพราะบริษัทประกันไม่รับประกันการเดินทาง) และสำคัญที่สุดจะปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันด้วยการกระทำตามที่สัญญาไว้

ทั้งหมดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนในทิศทางข้างหน้าของประเทศ ว่าจะมีฐานทางเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งกว่าปัจจุบัน ที่จะหนุนให้เศรษฐกิจก้าวกระโดดได้เต็มที่ตามศักยภาพของประเทศ เมื่อเศรษฐกิจโลกกลับมาดีขึ้น

ผมอยากให้คิดเรื่องนี้จริงจัง เพราะไม่อยากให้ประเทศมีปัญหา