ไตรมาสสุดท้าย ฤดูการขายสำคัญของปีกำลังผ่านไปแล้ว 1 เดือน แต่ดูเหมือนว่าปีนี้กำลังซื้ออ่อนแรง
กว่าหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกำลังซื้อในตลาดระดับกลางและล่าง ที่ลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด จากผลกระทบปัญหาหนี้สิน และรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย เหมือนคำกล่าวที่ว่า "คนรวยหาเงินได้ 100 บาทเก็บ 100 บาท แต่คนจนหาได้ 100 ใช้ 200 บาท"
สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวขึ้น เนื่องจากตลาดระดับกลางและล่างในวันนี้ กำลังเผชิญปัญหาหนี้สินพอกพูนแบบทบต้นทบดอก เห็นได้ชัดจากตัวเลขภาระหนี้ครัวเรือนในบ้านเรา ที่สูงเกินกว่า 80% ผู้มีรายได้ระดับกลางและล่าง กลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคสำคัญ ที่ใช้บริการสินเชื่อสูงที่สุด ไม่เพียงสินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่ยังติดภาระ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบุคคล และแม้กระทั่งสินเชื่อจากเจ้าหนี้นอกระบบ กลายเป็นปัญหาใหญ่ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ และเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้กำลังซื้อในตลาดหดหาย การจับจ่ายใช้สอยลดลง ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว คงเหลือเฉพาะตลาดระดับบนเท่านั้น ที่มีกำลังซื้อ
แต่กลุ่มนี้เป็นเพียงส่วนน้อยของตลาด ภาวะกำลังซื้อของชนชั้นกลาง-ล่างที่ชะลอตัวลงมาก ส่งผลชัดเจนต่อยอดการจับจ่ายใช้สอยสินค้าเกินจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น เครื่องประดับ ของตกแต่ง และสินค้าอื่นๆ พากันชะลอตัวตามไปด้วย ยังเหลือเพียงสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันเท่านั้น ที่พอไปได้ แต่ก็เป็นไปอย่างชะลอตัว เนื่องจากผู้บริโภคระมัดระวังมากขึ้นในการจับจ่ายใช้สอย
อะไรทำให้ภาพรวมตลาดชะลอตัว เป็นคำถามที่เชื่อว่าหลายคนมีคำตอบในใจ อาจมาจากปัจจัยที่หลากหลาย แต่เหตุผลหลักที่มีส่วนทำให้กำลังซื้ออ่อนแรง คือ ภาระหนี้ที่ค่อนข้างสูง ประกอบกับรายได้หลักจากสินค้าเกษตร ปรับตัวลดลง เนื่องจากในปีผ่านมา รายได้ภาคเกษตรได้รับการสนับสนุนจากนโยบายประชานิยมแบบสุดโต่งของรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งนโยบายจำนำข้าว ที่ให้ราคาสูงเกินความเป็นจริงของตลาด นโยบายผลักดันราคาพืชผลทางการเกษตรที่สูงเกินจริง
เมื่อโครงการมีปัญหา ราคาสินค้าเกษตรกลับสู่ความเป็นจริง เกษตรกรจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ ติดกับดักราคาสินค้าเกษตรที่สูงเกินจริง เมื่อไม่เป็นตามความคาดหวัง ทำให้กำลังซื้อไม่กลับมา สถานการณ์นี้ทำให้ กำลังซื้อในตลาดหดหายไปทันที ผู้ประกอบการในหลายธุรกิจ ต่างรับรู้และปรับตัว หลายบริษัทชะลอการลงทุน ในขณะที่อีกหลายบริษัท เร่งส่งเสริมการตลาด ธุรกิจใหญ่อย่างอุตสาหกรรมรถยนต์ ยังต้องปรับแผนการลงทุน รับผลกระทบจากกำลังซื้อเทียมในปีที่ผ่านมา จากโครงการรถคันแรก เมื่อตลาดกลับสู่ความเป็นจริงในปีนี้ ยอดขายรถยนต์จากกำลังซื้อเกินปกติ กลับสู่ภาวะความเป็นจริง สินค้ารถยนต์ต้องมาเร่งแคมเปญแข่งขันทางการตลาดอย่างรุนแรง แต่ก็ไม่สามารถสร้างกำลังซื้อเท่ากับที่ผ่านมาได้
ทั้งหมดนี้ ล้วนสะท้อนความผิดพลาดที่เกิดจากนโยบายประชานิยมแบบสุดโต่ง ซึ่งนับเป็นบทเรียนสำคัญให้กับรัฐบาล ในการบริหารประเทศ หวังว่ารัฐบาลยุค คสช. จะไม่ดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดซ้ำรอยเดิม... เพราะหากประชานิยมแบบสุดขั้วกลับมา ก็จะนำปัญหากลับมาไม่ต่างกัน









