ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะได้ยิน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ
แสดงทัศนะเกี่ยวกับการเมือง แต่เมื่อถูกเชิญมาเป็นองค์ปาฐกในงานของมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรีผู้คร่ำหวอดอยู่กับงานด้านเศรษฐกิจ จึงได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเมืองไว้หลายเรื่อง ซึ่งน่าสนใจที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เล่าว่าตอนที่ได้บวชเรียนศึกษาพระธรรมกับหลวงตามหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาดได้อ่านหนังสือธรรมะมาก รวมทั้งได้อ่านแนวคิดเรื่อง “ธรรมาธิปไตย” ของท่าพุทธทาสภิกขุ จึงได้แนวคิดทางการเมืองว่าการปกครองที่ตั้งอยู่บนคุณธรรมนั้นสำคัญที่สุด ประเทศที่มีประชาธิปไตยตั้งอยู่บนฐานคุณธรรมจะมีเสถียรภาพทางการเมืองสูง และสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ดี พร้อมทั้งยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ที่มีมาตรฐานในการเลือกเฟ้นหาคนขึ้นมาเป็นข้าราชการระดับสูงโดยดูทั้งความสามารถและคุณธรรมประกอบกันจนทำให้ประเทศพัฒนาก้าวหน้าและปัญหาคอร์รัปชันอยู่ในระดับต่ำ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวในตอนหนึ่งว่าถ้าผู้ปกครองหรือรัฐบาลไม่มีคุณธรรม ถึงจุดหนึ่งประชาชนก็รู้สึกจะทนไม่ไหว และเมื่อรู้สึกว่ามีการคอร์รัปชันมาก ประชาชนก็จะออกมาแสดงพลังมาก ซึ่งเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค.ก็ได้เห็นแล้วว่าการที่ประชาชนออกมาจำนวนมากแล้วไม่กลับ เพราะเขารู้ว่าถ้ากลับไปจะเอาคอร์รัปชันไม่อยู่ จึงต้องอยู่เพื่อแสดงพลังให้รัฐบาลได้เห็น
เมื่อถูกถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ถ้าในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจกำหนดว่านายกรัฐมนตรีอาจไม่ต้องเป็น ส.ส.หรือมาจากการเลือกตั้ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ไม่ได้ตอบคำถามนี้ตรงๆ แต่บอกว่าในสถานการณ์ปกติที่มีการเลือกตั้ง นักการเมืองก็จะเลือกนักการเมืองได้กันเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศอยู่แล้ว แต่ในการออกแบบกฎหมายจะต้องมีทางออกเผื่อไว้ ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติและประเทศอาจถึงทางตัน การมีช่องทางเผื่อไว้ก็ไม่เสียหาย และการที่กำหนดว่านายกฯจะต้องมาจากการเลือกตั้งก็เห็นปัญหาแล้วว่าก่อนวันที่ 22 พ.ค.มีการถกเถียงและนำข้อกฎหมายมาใช้โจมตีฝ่ายตรงข้าม จนเกิดเป็นข้อขัดแย้งและทำให้การชุมนุมประท้วงยืดเยื้อยาวนาน
ส่วนเมื่อถูกถามถึงแนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ด้วยการให้พรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งในอันดับที่ 1 และ อันดับ 2 รวมกันจัดตั้งรัฐบาลเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กลับไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะมองว่าหากเป็นแบบนั้นการบริหารประเทศจะทำได้ยาก หากใน ครม.ที่มีคนที่มีความคิดทางการเมืองแตกต่างกันคนละขั้ว ก็ไม่สามารถที่จะทำงานสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันได้
รองนายกรัฐมนตรียังฝากความหวังไปยังที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้วยว่า “ผมหวังจะเห็น สปช.ทำอะไรที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ยูโทเปียร์ เรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิรูปโดยในเรื่องการเมืองผมอยากเห็นเครื่องมือที่สามารถเอาคนไม่ดี คนที่ทำผิดออกจากระบบได้อย่างรวดเร็วไม่ใช่รู้ว่าทำผิดแต่ก็ต้องรอจนศาลตัดสินก่อนจึงจะพ้นจากตำแหน่ง ขณะที่ในเรื่องเศรษฐกิจก็อยากเห็นการสร้างเครื่องมือที่จะสกัดกั้นการใช้เงินงบประมาณเพื่อประชานิยม โดยออกกฎหมายที่กำหนดว่าการกู้เงินของรัฐบาลต้องมาใช้เพื่อการลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่กู้มาแจกจนสร้างภาระกับงบประมาณในระยะยาวและเป็นตัวการหนึ่งในการทำลายประชาธิปไตย”
ทั้งหมดนี้คือทัศนะการเมืองของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ในวันที่ต้องกุมบังเหียนเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้การปฏิรูปการเมืองเป็นไปอย่างราบรื่น








