นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความหงุดหงิดหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือคำถามของนักข่าว และอีกหนึ่งเรื่องคือ
การที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติบางคน แสดงความคิดเห็นที่นายกฯเห็นว่าไม่เหมาะไม่ควร
พลเอกประยุทธ์ เป็นคนติดตามข่าวสารละเอียด สังเกตได้จากที่สามารถตอบโต้ประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ทำให้มีอารมณ์ฉุนเฉียวสลับกับรอยยิ้มและมุกส่วนตัวของท่านผู้นำเป็นประจำ
จนท่านบอกว่า “ความดันขึ้น” เมื่อต้องตอบโต้ความเห็นของนักข่าวหรือของคนในวงการต่าง ๆ ที่อาจจะไม่ได้เห็นพ้องสอดคล้องกับท่าน
นายกฯบอกคนไทยที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าท่านไม่ได้หงุดหงิดเฉพาะกับนักข่าว แต่แม้กับภรรยาท่านเองก็มีเรื่อง “ทะเลาะ” กัน เพราะภรรยาถามว่าทำไมไม่ทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ ท่านบอกว่าทำแล้ว แต่บางเรื่องทำไม่ไหว ก็จึงหงุดหงิด
ท่านบอกว่า “สรุปว่าผมไม่มีความสุข ทุกคนไม่มีความสุข ผมจึงต้องคืนความสุขให้ประชาชน และได้รับความทุกข์ไง”
อีกตอนหนึ่ง นายกฯบอกว่า “ผมพร้อมจะลาออก อยากจะลาออกทุกวัน แต่เห็นประชาชนเดือดร้อนทนไม่ได้ และไม่ได้อยากอยู่เกินแม้แต่วันเดียว...”
ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความรู้สึกลึก ๆ ของพลเอกประยุทธ์ที่ดูเหมือนจะจริงจังกับการแก้ปัญหา และมุ่งมั่นมากจนเกิดความหงุดหงิดหากใครไม่เข้าใจเหมือนท่าน หรือหากมีคำถามที่ท่านตีความว่าไม่สอดคล้องกับวิธีคิดของท่าน
ความจริง พลเอกประยุทธ์ ไม่จำเป็นต้องอารมณ์เสียกับคำถามนักข่าวเลย หากท่านเพียงแต่จะตอบคำถามที่เป็นประเด็นสำคัญ และให้รัฐมนตรีหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตอบคำถาม ในรายละเอียดของแต่ละเรื่องที่เป็นข่าวในกระแส
คำถามเชิงตรวจสอบและแสวงหาคำตอบนั้น เป็นเรื่องปกติของนักข่าว ใครมาเป็นผู้นำก็ต้องรู้ว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการเป็นผู้นำ ยิ่งนายกฯประกาศว่าจะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ปราบคอร์รัปชันอย่างไม่ไว้หน้า และจะปกครองอย่างมีธรรมาภิบาลและโปร่งใสด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่นักข่าวและคนทั่วไปจะมีคำถามเมื่อมีข่าวคราวที่ตรงกับนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้
ที่นายกฯพูดยาวและลงรายละเอียดมากนั้น อาจจะมาจากความตั้งใจที่จะอธิบายให้สาธารณชนเข้าใจสิ่งที่ท่านกำลังคิด กำลังทำ ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจของคนทั่วไปได้ แต่แน่นอนว่า ยิ่งท่านชี้แจงลงรายละเอียดมากเท่าไหร่ ยิ่งท่านตอบทุกคำถามโดยไม่แยกแยะอะไร เป็นเรื่องที่นายกฯควรตอบและอะไรที่ควรเป็นเรื่องของกระทรวงทบวงกรม, ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะผิดพลาดหรือ “หลุด” จากบริบทที่ควรจะเป็น
ความเห็นแย้งของคนในสังคมเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งเข้าสู่โหมด “ปฏิรูป” ก็ยิ่งจะมีการนำเสนอแนวคิดแปลกแยก ซึ่งไม่ควรจะทำให้นายกฯ หงุดหงิด แต่ควรจะเป็นโอกาสที่ท่านจะรับฟังและนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปที่จะช่วยทำให้การปฏิรูปสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
นายกฯอาจไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอและความเห็นบางด้าน แต่นั่นไม่ควรจะทำให้ท่านฉุนเฉียว เพราะนี่คือพื้นฐาน “ประชาธิปไตย” ที่จะต้องทำให้เป็น “ความเห็นแตกต่างที่ไม่จำเป็นต้องสร้างความแตกแยก”
ความจริง นักข่าวก็ได้เห็นว่านายกฯ ได้พยายามปรับตัวตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศในหลาย ๆ ด้าน แต่หลายครั้งก็ “ปรี๊ดแตก” เพราะบางคำถามในบางอารมณ์ แต่นายกฯก็เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะขอโทษ และยืนยันว่าไม่ได้โกรธ เพียงแต่พูดเสียงดังไปเท่านั้นเอง
แต่นั่นแหละ วิวาทะระหว่างนายกฯและนักข่าวบ่อย ๆ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการสร้างความเข้าใจ ในประเด็นที่สำคัญต่อความเข้าใจของประชาชนต่อนโยบายของรัฐบาล
นายกฯจึงควรจะต้องจัดการแถลงข่าวให้เป็นระบบ และไม่จำเป็นที่นายกฯต้องพูดทุกวันหรือให้ความเห็นในทุกเรื่อง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่หัวหน้ารัฐบาลจะตอบทุกคำถามทุกวันในทุกโอกาส
จึงควรจะมีการจัดระบบแถลงข่าวสัปดาห์ละหนึ่งหรือสองครั้งสำหรับนายกฯ และควรจะเป็นประเด็นระดับนโยบายสำคัญ ๆ เพื่อซักถามอย่างได้แก่นได้สาระ และให้รัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ จัดการแถลงสลับวันกันเพื่อจะได้ตอบคำถามในรายละเอียดในการเอานโยบายไปสู่การปฏิบัติ
หนีไม่พ้นว่าเมื่อพลเอกประยุทธ์ มีอำนาจเบ็ดเสร็จตามกฎหมาย คำถามก็จะพุ่งไปที่ผู้นำคนเดียว แต่พลเอกประยุทธ์ จะต้องกระจายอำนาจในระดับบนให้เกิดความชัดเจน ในความรับผิดชอบเพื่อเดินตาม Roadmap ที่วางเอาไว้
ถ้าผิดจาก Roadmap เมื่อไหร่ นั่นแหละนายกฯจะต้องตอบ เพราะนั่นคือ “ข่าว” ที่ท่านไม่มีสิทธิจะหงุดหงิด เพราะเป็นผู้อาสามาแก้ปัญหาประเทศชาติครั้งใหญ่จริง ๆ






