วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำไมเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวยาก (1)

เราต้องเข้าใจปัญหาและพลวัตของกระบวนการการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลกขณะนี้

สองอาทิตย์ก่อน ข่าวใหญ่เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกคือ ข่าวการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกของ IMF ลงเป็นร้อยละ 3.3 ปีนี้ และเป็นร้อยละ 3.8 ปีหน้า สำหรับคนที่ตามเศรษฐกิจโลกใกล้ชิด การปรับลดดังกล่าวเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ เพราะช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจโลกอ่อนแอมาก ขณะที่ความเสี่ยงที่จะกระทบเศรษฐกิจโลกในทางลบในระยะข้างหน้าก็มีมากขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ภูมิศาสตร์การเมืองในหลายพื้นที่ของโลก ณ จุดนี้ ยกเว้นสหรัฐอเมริกา การฟื้นตัวในประเทศอุตสาหกรรมหลักโดยเฉพาะยุโรป และญี่ปุ่นยังไม่เข้มแข็ง และมีจุดน่าห่วงใหม่เพิ่มขึ้นหลายจุด เช่น เยอรมนี จีน และรัสเซีย คำถามก็คือ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวยาก วันนี้และอาทิตย์หน้าจะลองตอบคำถามนี้ดู

ในรายละเอียดการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกมีประเด็นน่าสนใจสามประเด็น

หนึ่ง ปีนี้ ยกเว้นสหรัฐ เศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลัก และประเทศตลาดเกิดใหม่จะขยายตัวต่ำกว่าที่ประมาณการไว้เดิมทั่วหน้า ที่น่าห่วงที่สุดก็คือยุโรป ที่มีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยและมีปัญหาเงินฝืด เมื่อเยอรมนี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจหลักของยุโรปเริ่มชะลอ ขณะที่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงจีน การขยายตัวก็ชะลอเกือบทั้งหมด ทั้งในเอเชีย ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ถ้าเป็นขบวนรถไฟพูดได้ว่าเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในโลกขณะนี้กำลังชะลอลง

สอง การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ต่ำ มีผลให้การค้าระหว่างประเทศขยายตัวลดลง แต่คราวนี้มากกว่าที่ควรจะเป็น ในอดีตการส่งออกของประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยจะเร่งตัวทันทีเมื่อเศรษฐกิจโลกขยายตัว ปัจจุบันแม้เศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัว และเศรษฐกิจโลกขยายตัวในอัตราที่ต่ำ แต่การส่งออกของประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยกลับซบเซามาก แสดงถึงความสัมพันธ์ที่เปราะบางขึ้นระหว่างการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกกับการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ การอ่อนตัวของเศรษฐกิจโลก ก็ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลงเร็ว

สาม เศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวในอัตราต่ำ จะไม่ใช่ภาวะชั่วคราว แต่เป็นปรากฏการณ์ที่จะอยู่ต่อไปอีกพอควร โดย ไอเอ็มเอฟ ประเมินว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจตามศักยภาพของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก (ซึ่งก็คือ อัตราการขยายตัวระยะยาวของเศรษฐกิจ) ได้ลดต่ำลงมากเทียบกับช่วงก่อนปี 2009 คือก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก ซึ่งอัตราที่ต่ำลงนี้จะเป็นแรงกดดันในระยะต่อไป ทั้งต่อภาคธุรกิจ การจ้างงาน และความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศที่มีปัญหา ทำให้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างเปราะบางอย่างขณะนี้จะคงอยู่ต่อไป

ข่าวดังกล่าวมีผลทันทีต่อตลาดการเงิน ตลาดหุ้นยุโรปปรับลดลงแรง พร้อมมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปคงต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้นในอนาคต รวมถึงมีมาตรการใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปีหน้า เช่น มาตรการคิวอี สำหรับธนาคารกลางสหรัฐความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลก อาจเป็นข้อจำกัดเพิ่มเติมสำหรับการพิจารณาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หลังมาตรการคิวอีจบลงในเดือนนี้ ในรูปการณ์นี้การอัดฉีดสภาพคล่องโดยธนาคารกลางของประเทศอุตสาหกรรมหลัก (เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น) คงจะมีต่อ ทดแทนธนาคารกลางสหรัฐที่จะหยุดการอัดฉีด ทำให้ตลาดการเงินจะได้อานิสงส์จากธนาคารกลางจากการอัดฉีดสภาพคล่องต่อไป

ในตลาดการเงิน ข่าวดังกล่าวมีผลให้กระแสเงินลงทุนระหว่างประเทศที่ไปลงทุนในตลาดต่างๆ เริ่มแยกแยะประเทศต่างๆ มากขึ้น ตามปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจ คือเงินจะออกจากประเทศที่เศรษฐกิจกำลังชะลอไปสู่ประเทศที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเร่งตัว ทำให้เงินทุนระหว่างประเทศจะเคลื่อนไหวเร็วและผันผวน เงินจะออกจากยุโรปเพราะเศรษฐกิจอ่อนแอ กลับไปสหรัฐเพราะเศรษฐกิจเข้มแข็ง ขณะที่เงินลงทุนส่วนหนึ่งก็จะไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่มีความเสี่ยงด้านการขยายตัวไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมหลักที่เริ่มฟื้นตัวชัดเจน เช่น สหรัฐ และสหราชอาณาจักร ทั้งหมดนี้เป็นการปรับตัวของตลาดการเงินต่อแนวโน้มที่เศรษฐกิจโลกจะแย่ลงกว่าเดิม นำไปสู่ความผันผวนของการไหลเข้าออกของเงินทุนระหว่างประเทศอีกรอบหนึ่ง

แต่การปรับลดตัวเลข และการปรับตัวของตลาดต่อตัวเลขที่ลดลง เป็นเพียงแค่ภาพเพียง ณ จุดเวลาหนึ่งในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ที่กำลังเกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลกตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 ดังนั้น ถ้าจะเข้าใจว่า ทำไมเศรษฐกิจโลกเป็นเช่นนี้ คือฟื้นตัวยาก เราต้องเข้าใจปัญหาและพลวัตของกระบวนการการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลกขณะนี้

ตั้งแต่เศรษฐกิจโลกเกิดวิกฤติปี 2008 จากปัญหาฟองสบู่แตกในสหรัฐ ที่ลามไปถึงยุโรป กระบวนการปรับตัวของเศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลักต่อวิกฤติก็เกิดขึ้นทันที และถึงขณะนี้ การปรับตัวก็ยังไม่จบสิ้น เห็นได้จากเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ และความอ่อนแอนี้ก็ได้ฉุดรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจในส่วนอื่นของโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกในภาพรวมขยายตัวลดลง

กระบวนการปรับตัวนี้คือ การลดความไม่สมดุลของการชำระเงินและความเป็นหนี้ระหว่างประเทศ ในรูปการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ระหว่างประเทศอุตสาหกรรมหลัก (ที่มีปัญหาเศรษฐกิจปี 2008) ที่ขาดดุลมากกับประเทศตลาดเกิดใหม่ (ที่ไม่มีปัญหาเศรษฐกิจปี 2008) ที่เกินดุลมาก ความไม่สมดุลนี้เกิดจากที่ก่อนวิกฤติปี 2008 เศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลักได้ใช้จ่ายเกินตัวอย่างมากโดยการกู้ยืมเงิน ทำให้มีหนี้มาก และขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ระวังการใช้จ่าย และระวังการก่อหนี้ จึงเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ความไม่สมดุลนี้ได้สะสมมาต่อเนื่องจนปะทุขึ้นเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2008 และจากนั้นกระบวนการการปรับความไม่สมดุลเพื่อลดความเป็นหนี้ ก็เกิดขึ้นและมีต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

กลไกการปรับตัวดังกล่าว (Global Rebalancing) ถูกขับเคลื่อนทั้งโดยการเปลี่ยนพฤติกรรมของภาคเอกชนที่ลดการใช้จ่าย เพราะหนี้เยอะ และโดยนโยบายเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลักเองที่เน้นการประหยัดด้านการคลัง เพื่อลดการใช้จ่าย ลดการเติบโตของหนี้และหารายได้มาชำระหนี้ การลดการใช้จ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนทำให้เศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลักชะลอลงมาก เมื่อประเทศอุตสาหกรรมไม่ใช้จ่าย ความต้องการสินค้านำเข้าก็ไม่มี กระทบการส่งออกของประเทศตลาดเกิดใหม่ (รวมถึงไทย)

สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ เมื่อการส่งออกไม่สามารถขยายตัว และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เหมือนเดิม ก็หันมาใช้การใช้จ่ายในประเทศขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทน โดยการกระตุ้นการบริโภคของภาคครัวเรือนให้ขยายตัว ผ่านการก่อหนี้ใหม่ที่การกู้ยืมทำได้ง่ายขึ้นจากผลของนโยบาย เพื่อให้ครัวเรือนกู้เงินมาใช้จ่าย (นึกถึงนโยบายกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาลที่แล้ว) และการขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ (นึกถึงจีน และการลงทุน 2.2 ล้านล้าน ที่รัฐบาลที่แล้วจะทำ และรัฐบาลนี้จะสานต่อ) ทำให้เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่เติบโตเร็ว ในช่วงหลังปี 2008 ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลักชะลอจากการประหยัด แต่เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่เร่งตัวจากการกระตุ้นโดยนโยบาย ความแตกต่างในอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสองกลุ่มนี้จึงมาก ดึงเม็ดเงินทุนระหว่างประเทศให้ไหลเข้าประเทศตลาดเกิดใหม่มากขึ้นไปอีก

เงินทุนไหลเข้าดังกล่าว นำไปสู่การเพิ่มสภาพคล่อง การขยายสินเชื่อ การขยายตัวของการบริโภค และการลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่หลังปี 2008 เติบโตเร็ว พร้อมกับการสร้างหนี้ใหม่ของทั้งภาครัฐ และเอกชน ในอีกทางหนึ่ง เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าทำให้ค่าเงินประเทศตลาดเกิดใหม่แข็งขึ้น เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ มีผลให้ประเทศอุตสาหกรรมหลักต้องหันมาใช้การส่งออกเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น และเยอรมนี ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ก็เร่งใช้จ่าย จากสินเชื่อที่ขยายตัวมาก อัตราดอกเบี้ยต่ำ และสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ราคาได้ถูกลง ทั้งหมดนี้นำไปสู่การเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ และการลดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศตลาดเกิดใหม่

อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้ใหม่ของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ได้เพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่หลังปี 2008 ขณะนี้ได้เริ่มสร้างข้อจำกัดให้กับเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่เช่นกัน เมื่อผู้บริโภคเริ่มชะลอการบริโภค (นึกถึงไทย) และภาครัฐก็เริ่มชะลอการลงทุน (นึกถึงจีน) เพราะระดับหนี้ของทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศตลาดเกิดใหม่ได้เพิ่มสูงขึ้น จนเริ่มเป็นประเด็นห่วงใยของตลาดการเงินและผู้ทำนโยบาย ความห่วงใยนี้ได้นำมาสู่พฤติกรรมการใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่เริ่มชะลอลงอย่างที่เห็นขณะนี้