วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Selfie

ณ เวลานี้ถ้าใครไม่รู้จักคำว่า Selfie ก็อาจถูกประณามว่าเชยได้ง่ายๆ เลยนะคะ

นั่นก็เพราะเจ้าเทรนด์ Selfie ที่ผู้คนนิยมถ่ายรูปตัวเองจากกล้องมือถือแล้วแชร์ภาพเหล่านั้นผ่าน social network นี่ดูเหมือนกำลังมาแรงเหลือเกิน ขนาดผู้หลักผู้ใหญ่ไม่ว่าในบ้านเราหรือเมืองนอกก็ทำกันอย่างออกหน้าออกตา ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร หรือจะเป็นประธานธิบดีของสหรัฐอเมริกา บารัก โอบามา ก็ได้ถ่าย Selfie กันมาแล้ว ข้อดีที่ทำให้คนนิยมถ่ายรูป Selfie นี้มีมากมาย เช่น การถ่ายรูป Selfie ก็ช่วยให้การบันทึกความทรงจำกับกิจวัตรและการเดินทางที่ต้องไปคนเดียวนั้นง่ายขึ้น เราไม่ต้องเดินไปขอให้คนแปลกหน้ามาช่วยถ่ายรูปให้เราอีกแล้ว อยากถ่ายเมื่อไร มุมไหนก็ตามสบายกันเลยด้วยเทคโนโลยีการถ่ายรูปแบบ Selfie นอกจากข้อดีของการถ่าย Selfie ที่ได้กล่าวมาแล้ว ดิฉันคิดว่าเทรนด์การถ่ายรูปแบบ Selfie สะท้อนอะไรมากไปกว่านั้น

ดิฉันคิดว่า Selfie เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เทคโนโลยียุคใหม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมมนุษย์ ที่สามารถสะท้อนถึงค่านิยมของคนในยุคปัจจุบันได้ในหลายมุมเลยทีเดียว ในมุมแรก Selfie สะท้อนถึงวัฒนธรรม Self obsession หรือ การหมกมุ่นและหลงใหลกับตัวเอง ผู้คนสมัยนี้มีเทคนิคที่จะถ่ายรูปตัวเองให้ออกมาดูดี รูป Selfie ส่วนใหญ่ที่เราถ่ายจะสวยงามเสมอเพราะเราอยากนำเสมอแต่มุมอันสวยงาม น่ารัก น่าพิสมัย ส่วนมุมที่เป็นสิว มุมที่เห็นคางสองชั้น มุมที่รอยตีนกาแผ่รัศมีก็พยายามเก็บๆ ซ่อนๆ ไว้ ไม่เพียงแค่นั้น คนเรายังสร้าง app ต่างๆ ช่วยให้รูปเราออกมาดูดีเกินกว่าตัวจริง จนโฆษณากันได้ว่าไม่ต้องแต่งหน้าคุณก็สวยได้ด้วย app เหล่านี้ เทคโนโลยีเหล่านี้ดูเหมือนจะสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่ติดยึดกับรูปลักษณ์ ติดยึดกับการใส่ใจว่าคนอื่นจะเห็นเราสวย เห็นเราหล่อหรือไม่ รวมถึงติดยึดกับการมองแต่ตัวเอง

แต่อีกมุมที่ดิฉันคิดว่าเราสามารถนำ Selfie มาสร้างสังคมให้ดีขึ้นได้ก็คือการทำ Selfie ก็เป็น Self reflection นั่นหมายถึงการที่เราหันกลับมามองตัวเองว่าเราเป็นอย่างไร ไม่เพียงแต่มองรูปลักษณ์ภายนอกแต่ให้มองลึกลงไปในแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ ดิฉันหมายถึงเรื่องนิสัยใจคอ คุณธรรม และสำนึกที่จะไม่มีใครมองเห็นได้ดีเท่าตัวเราเอง ถ้าเรามีโอกาสได้สำรวจตัวเอง ได้ตระหนักและยอมรับข้อผิดพลาดของเรา ตั้งต้นใหม่ไม่ให้ข้อผิดพลาดนั้นกลับคืนมาอีก และทำชีวิตให้ดียิ่งๆ ขึ้น เราจะใช้ประโยชน์ของ Selfie แบบเต็มศักยภาพก็เป็นไปได้นะคะ ยกตัวอย่างเช่นการใช้ Selfie ให้เป็นกระจกสะท้อนถึงสุขภาพร่างกาย ลองดูว่าคุณต้องถ่าย Selfie กี่ครั้งกว่าจะหลบสิวได้ทุกเม็ด นี่ก็น่าจะสะท้อนว่าคุณขาดการพักผ่อน ขาดการดูแลตัวเองหรือไม่ เมื่อคุณหันมามองสุขภาพกายแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือสุขภาพจิต รอยยิ้มในรูป Selfie ของคุณนั้นมาจากความสุขภายในหรือเป็นแค่เพียงหน้ากากใส่ให้คนอื่นดู คุณคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นคนตอบได้ ถ้ารอยยิ้มนั้นไม่ได้มาจากจิตใจที่เบิกบานแล้วนั้น คุณคงต้องกลับไปทะนุบำรุงจิตใจให้รอยยิ้มของคุณอยู่บนหน้าแบบถาวรโดยไม่ต้องรอจังหวะแค่ตอนจะถ่าย Selfie จะดีที่สุดนะคะ

ดิฉันขอเสนอวันนี้คือ ดิฉันอยากให้คุณลองถ่าย Selfie หน้าเปลือยแล้วลองดูริ้วรอย ลองดูความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง และยอมรับให้ได้ว่านี่แหล่ะคือเรา แล้วลองดูอะไรที่ลึกไปกว่ารูปร่างหน้าตา สำรวจตัวเองว่าเรามีข้อดี ข้อด้อย ข้อเด่นอะไรบ้าง แล้วเคารพในสิ่งที่เราเป็น พัฒนาในสิ่งที่เราขาด เพิ่มพูนในสิ่งที่เราเด่น อย่างนี้ถึงจะเป็นการ Selfie เพื่อนำไปสู่ Self improvement อย่างแท้จริง ดังที่ Leonardo da Vinci เคยกล่าวไว้ว่า “I love those who can smile in trouble, who can gather strength from distress, and grow brave by reflection.” ถ้าคุณยังยิ้มได้ในวิกฤติ ถ้าคุณยังเข้มแข็งในยามทุกข์ยาก และกล้ายอมรับตัวตนของคุณเอง คุณคือคนเก่งที่แท้จริง

ดังนั้นวันนี้ท่านผู้อ่านคงเข้าใจถึงวิธีการถ่าย Selfie แบบใหม่ที่ดิฉันพยายามนำเสนอที่ไม่ใช่แค่การถ่ายรูปเท่านั้นนะคะ มันคือการถ่าย Selfie คุณค่าของเรา ถ้าวันนี้คุณยังไม่ได้ Selfie ก็อาจลองทำบ้างและขอให้ลอง Selfie คุณค่าของตัวคุณ ไม่ใช่แค่หน้าตา ไม่ใช่แค่ทรงผม แต่เป็นคุณงามความดีของคุณเอง แล้วอย่าลืมแชร์คุณค่าเหล่านั้นออกมาให้สังคมด้วยนะคะ