โรงเรียนน่าอยู่ (เรียน) (ตอน 4) โรงเรียนของหนู กับภาษีเพื่อการศึกษา

โรงเรียนน่าอยู่ (เรียน) (ตอน 4) โรงเรียนของหนู กับภาษีเพื่อการศึกษา

เชื่อว่าทุกคนคงอดอมยิ้มไม่ได้เมื่อได้ยินเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ร้องเพลง โรงเรียนของหนู

...โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูใจดีทุกคน เด็กๆ ก็ไม่ซุกซน เราทุกคนชอบมาโรงเรียน ชอบมา ชอบมา โรงเรียน ชอบมา ชอบมา โรงเรียน...

การปฏิรูปการศึกษาบ้านเราเกิดขึ้นหลายครั้ง จนไม่อยากจะจำว่าการปฏิรูปครั้งนี้จะเป็นครั้งที่เท่าไร แต่การศึกษาของเด็กและเยาวชนบ้านเราก็ดูเหมือนยังไม่กระเตื้องขึ้น มิหนำซ้ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่เพิ่งพัฒนามาไม่นาน ก็กำลังถูกเขาทิ้งห่างจากเรามากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่ารัฐบาลเกือบทุกยุคทุกสมัยต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาของเด็กและเยาวชน ทุ่มเทงบประมาณจนเป็นที่ประจักษ์ว่างบการศึกษาของรัฐสูงสุดเมื่อเทียบกับงบอื่นๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าการทุ่มงบประมาณมหาศาลยังไม่ได้ตอบโจทย์ตรงประเด็น

บทความสั้นๆ ฉบับนี้ คงไม่สามารถตอบโจทย์ทางการศึกษาได้ทั้งหมด แต่มีเรื่องหนึ่งที่อยากจะหยิบยกเพื่อพิจารณาในการปฏิรูปด้านการศึกษาครั้งนี้ นั่นคือเรื่องของ ภาษีโรงเรียน (School Tax) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าภาษีเพื่อการศึกษา (Education Tax)

เมื่อครั้งศึกษาในต่างประเทศ ได้มีโอกาสไปสังเกตการเรียนการสอนโรงเรียนทั้งระดับประถมและมัธยมบางโรงเรียน พร้อมๆ กับการรับรู้ถึงมาตรฐานการเรียนการสอนของทุกโรงเรียนในท้องถิ่นว่าอย่างน้อยจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่รัฐบาลกลางกำหนด นั่นคือหนังสือ แบบเรียน อุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอน ตลอดจนคุณสมบัติของครูจะต้องมีคุณภาพและคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ นอกเหนือไปจากนั้น เป็นเรื่องที่ชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ที่จะสนับสนุนโรงเรียนในชุมชนของตนให้ดียิ่งขึ้น และยกระดับคุณภาพของโรงเรียนให้สูงกว่ามาตรฐานเท่าที่จะทำได้ โดยคณะกรรมการโรงเรียนจะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย ซึ่งในปัจจุบัน บ้านเราก็มีความคล้ายคลึงกันในส่วนนี้

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ต่างจากบ้านเราอย่างมากคือเรื่องงบประมาณสนับสนุนโรงเรียน หรือที่เรียกว่า ภาษีโรงเรียน (School Tax) ที่บ้านเราไม่มี ภาษีโรงเรียน หรืออาจเรียกว่าภาษีเพื่อการศึกษา (Education Tax) ในหลายประเทศได้กำหนดแยกไว้ชัดเจนต่างหากจากภาษีทั่วไป เป็นภาษีที่มีลักษณะเฉพาะ และเจาะจงสำหรับใช้ในเรื่องการศึกษาเท่านั้น

ประเทศไทยเคยมีการเก็บภาษีเพื่อการศึกษาโดยตรงมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นการกันรายได้จากภาษีบางประเภทมาใช้ในการศึกษา (Earmarked Tax) แล้วภาษีเพื่อการศึกษาก็หายไปจากระบบ แม้ว่าพระราชบัญญัติการศึกษาของชาติ ปี พ.ศ. 2542 ได้กำหนดไว้ในมาตรา 58 “ให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาได้ โดยอาจจัดเก็บภาษีเพื่อการศึกษาได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เป็นการส่งเสริมนโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษาให้เกิดคุณภาพต่อไป” แต่ก็ยังไม่เคยมีการพูดถึง ภาษีโรงเรียน หรือภาษีเพื่อการศึกษา โดยตรงอย่างจริงจัง

จากตัวเลขข้อมูลของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. เฉพาะในปี 2547 ประเทศไทยมีโรงเรียน 32,123 แห่ง มีจำนวนห้องเรียน 363,995 ห้อง และมีนักเรียน 8,823,849 คน โดยอยู่ในพื้นที่การศึกษา 175 เขต จำนวนเด็กและเยาวชนที่มากขนาดนี้ ทำให้เกิดปัญหาการบริหารจัดการไม่ใช่น้อย อาทิความแตกต่างของคุณภาพสถานศึกษา ความแตกต่างของครูผู้สอน ความแตกต่างของเครื่องมือและอุปกรณ์ในการเรียนการสอน ความสะดวกสบายในการเดินทางระหว่างบ้านกับโรงเรียน ความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ความทุ่มเทเอาใจใส่ของคณะกรรมการโรงเรียน และอีกหลายๆ เรื่อง ความแตกต่างเหล่านี้ นำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ เช่น การเลือกรับเด็กเข้าเรียนในชั้นเรียนใหม่แต่ละปี ความเดือดร้อนของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการให้บุตรหลานได้เรียนโรงเรียนที่ดีมีชื่อเสียง แม้ว่าบ้านจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของโรงเรียน และนำมาซึ่งความพยายามทำให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของการรับนักเรียนอย่างแปลกๆ เช่น เอาชื่อเด็กเข้าอยู่ในทะเบียนบ้านโดยแท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ ทั้งนี้เพื่อให้ได้สิทธิตามที่กำหนดในประกาศของกระทรวง ทั้งนี้ไม่นับรวมเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมอีกมากมายเช่นการพยายามใช้โควตาที่ไม่ชอบ หรือแม้การให้การสนับสนุนด้านการเงินเป็นพิเศษเพื่อให้ทางโรงเรียนรับเด็กของตนเข้าเรียน

โดยหลักการ การศึกษาถือเป็นสินค้าสาธารณะ (Public Goods) อย่างหนึ่งที่มีคุณลักษณะเป็นคุณประโยชน์ต่อสังคม ให้ทั้งประโยชน์ทางตรงต่อผู้บริโภคและทางอ้อมต่อสังคม และเป็นผลประโยชน์ภายนอกที่เกิดแก่ผู้ที่ไม่ได้บริโภคสินค้านั้นโดยตรง ดังนั้น สังคมโดยรวมจึงต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบภาระต้นทุนดังกล่าวร่วมกัน แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ สังคมหรือชุมชนในพื้นที่ที่สถานศึกษานั้นตั้งอยู่ จะต้องร่วมกันเสียสละเพื่อการศึกษาของลูกหลานในชุมชนนั้นมากเป็นพิเศษมากกว่าประชาชนคนที่อยู่นอกพื้นที่ ถ้าโรงเรียนไม่สามารถสั่งสอนอบรมให้นักเรียนเป็นคนดีของสังคมได้ สังคมรอบข้างย่อมได้รับผลกระทบ เด็กมีปัญหา เด็กติดยาเสพติด เด็กวิวาท เด็กก้าวร้าว เหล่านี้ เป็นเรื่องที่สังคมหรือชุมชนโดยรอบสถานศึกษาไม่อาจมองข้ามได้

ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมเราไม่มองว่า สังคมในเขตพื้นที่ที่สถานศึกษานั้นตั้งอยู่ น่าจะมีส่วนได้เสียโดยตรงกับสถานศึกษา นั่นคือสถานศึกษานั้นจะต้องได้รับการสนับสนุนจากสังคมในรูปเงินทุนหรือในรูปภาษีโดยตรงมากกว่าภาษีทางอ้อมที่รวมมากับภาษีท้องถิ่นอื่นๆ

ภาษีโรงเรียน หรือภาษีเพื่อการศึกษาในท้องถิ่น จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชนในพื้นที่เพิ่มขึ้นเพราะประชาชนผู้เสียภาษีย่อมรู้สึกของการเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เงินภาษีทุกบาททุกสตางค์หมายถึงคุณภาพของโรงเรียนที่จะดีขึ้นหรือไม่ดีขึ้น การเสียภาษีทำให้เป็นการตีกรอบให้สถานศึกษาต้องรับนักเรียนในพื้นที่เพราะคนในพื้นที่เสียภาษีให้โรงเรียน คนที่เอาชื่อเด็กมาฝากตามบ้านในพื้นที่ของโรงเรียนแต่ไม่เสียภาษีให้โรงเรียนไม่มีสิทธิที่จะถือว่าเด็กของตนเป็นเด็กในพื้นที่ และไม่ควรได้รับประโยชน์เหมือนเด็กของผู้เสียภาษี

การจัดเก็บภาษีโรงเรียนนั้น มิใช่ว่าจะพิจารณาเฉพาะเรื่องของพื้นที่ แต่รัฐควรต้องพิจารณาหลักการทั่วไปด้วย อาทิต้องมีความเป็นธรรมที่ผู้เสียภาษีจะเสียภาษีตามสัดส่วนและรายได้ ต้องมีความแน่นอนมีความชัดเจนในเรื่องอัตราภาษี ต้องอำนวยความสะดวกกับผู้เสียภาษีในการมาชำระภาษี และต้องมีความสมดุลระหว่างภาระของผู้เสียภาษีที่เสียน้อยที่สุดกับรายได้มากสุดที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะพึงได้จากภาษีนั้น

ภาระภาษีที่ผู้เสียภาษีในเขตพื้นที่สถานศึกษาจะสามารถช่วยให้สถานศึกษามีความยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่มากขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถเข้ามามีบทบาทเรื่องต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องงบประมาณสนับสนุนเท่านั้น อาทิการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่ การร่วมมือร่วมใจในการรักษาวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นดีๆ ที่สืบทอดกันมา การรักษาเอกลักษณ์ของชุมชนในท้องถิ่น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าชุมชนไม่มีความใกล้ชิดกับโรงเรียนเหมือนดังเช่นคนในครอบครัวเดียวกัน

แน่นอนว่า งบประมาณที่ได้จากภาษีโรงเรียนในท้องถิ่นหลายๆ แห่งจะไม่เพียงพอกับการให้การศึกษาที่ได้มาตรฐานทุกสถานการศึกษา ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องสนับสนุนในส่วนที่ขาดหาย ชดเชยในส่วนที่จำเป็นเพื่อรักษามาตรฐานให้เท่าเทียมกันทั้งประเทศ ส่วนสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ที่ประชาชนในชุมชนมีศักยภาพที่จะช่วยโรงเรียนได้มาก ก็จะทำให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาในเขตพื้นที่ได้รับการพัฒนาให้สูงกว่ามาตรฐาน และในที่สุดผลประโยชน์สูงสุดก็จะตกกับประชาชนโดยรวมในเขตพื้นที่การศึกษานั้นนั่นเอง