ยิ่งสับสนยิ่งเสียภาพลักษณ์ ทางเดียวคือ..ต้องป้องกันเหตุร้าย

ยิ่งสับสนยิ่งเสียภาพลักษณ์ ทางเดียวคือ..ต้องป้องกันเหตุร้าย

ข่าว 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ถูกฆาตกรรมสยอง บนแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง "เกาะเต่า"

จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว คดียิ่งดูยิ่งสับสน มีการปล่อยข่าว โปรยประเด็นต่างมุม มาตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ ผู้เกี่ยวข้องตกอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยหลายราย ไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ และเพื่อนนักท่องเที่ยวจากอังกฤษด้วยกัน ซึ่งต่อมาได้เดินทางกลับประเทศไปแล้ว แต่ก็ยังมีการโพสต์ข้อความผ่านสื่อออนไลน์ว่า ฆาตกรตัวจริงอาจเป็นนักท่องเที่ยวด้วยกันก็เป็นได้ ต่อมาข้อความนี้ก็ถูกลบออกไป

ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กำลังสืบสวนพยานหลักฐาน ตรวจสอบวัตถุพยานทุกชนิดอย่างละเอียดรัดกุม กระทั่งบางคนอดมีคำถามไม่ได้ว่า ในเมื่อกล้องวงจรปิดก็มี พยานในที่เกิดเหตุก็มี วัตถุพยานก็มี ร่องรอยจากเหยื่อผู้เสียชีวิตก็มี แต่เพราะอะไรการสืบสวนจึงล่าช้ามาก ทำไมการตรวจสอบจากพยานหลักฐานรอบด้าน จึงไม่อาจชี้ชัดนำไปสู่การจับตัวผู้ต้องหาได้ หลังเกิดเหตุมาเกือบสองสัปดาห์

"ยิ่งสับสน ยิ่งสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศ และการท่องเที่ยวไทย" เพราะไม่ว่าฆาตกรเป็นใคร แรงงานต่างชาติในไทย คนไทยเอง หรือแม้กระทั่งนักท่องเที่ยวที่มาเยือนไทย ไม่ว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุก็ตาม ประเด็นความเสียหายของไทยอยู่ที่... เราปล่อยให้เกิดเหตุร้ายขนาดนี้ ขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างไร ทำไมไม่มีมาตรการดูแล ป้องกันเหตุร้ายเท่าที่ควร เราต้องมีแนวทางป้องกัน ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดเหตุ แล้วค่อยหันมาให้ความสนใจ!!

ความเสียหายที่ว่านี้ อาจวัดเป็นตัวเลขไม่ได้ชัดเจนนัก แต่ถ้าเทียบเคียงจากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้คนจะพบว่า คนส่วนใหญ่มองเหตุการณ์นี้เป็นดัชนีที่เลวร้าย สำหรับการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ประเทศ ดูจาก สวนดุสิตโพล ที่ทำการสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศ ในหัวข้อ “เหตุการณ์บ้านเมือง” ณ วันนี้ ในสายตาประชาชน ระบุว่าข่าวอาชญากรรม และความรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา เช่น กรณี “การฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า” ประชาชน 84.05% เห็นว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและการท่องเที่ยวของไทย อีก 79.74% ชี้เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม ทารุณ ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก และ 73.96% เห็นว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยไม่รัดกุม เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทั่วถึง!!

เป็นความจริงที่เจ็บปวด!.. ทำไมเราปล่อยให้เกิดเหตุร้ายขนาดนี้ขึ้นในแหล่งท่องเที่ยว ทั้งที่ควรจะเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับผู้มาพักผ่อน ยิ่งกรณีนักท่องเที่ยวแต่งตัวล่อแหลม เจ้าของพื้นที่ยิ่งต้องเพิ่มความเข้มงวด ดูแล ตรวจตราความปลอดภัย และกำชับให้นักท่องเที่ยวระมัดระวัง

ความรุนแรงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกที่ แต่หากทุกฝ่ายร่วมมือ ร่วมใจดูแลป้องกัน ปัญหาเหล่านี้จะไม่บานปลาย เพราะเมื่อเกิดเหตุแล้ว เราห้ามการแพร่ระบาดข้อมูลที่สับสนได้ยาก ยิ่งทุกวันนี้ชีวิตยุคดิจิทัล เหตุเกิดเมืองไทยภาพและเรื่องราว ดราม่าไปไกลถึงอีกซีกโลกโดยไม่ทันได้กรอง รัฐ-เอกชนแม้รู้เท่าตามทัน..ก็ยากจะแก้ข่าว มีทางเดียวเท่านั้นคือ ป้องกันเหตุ..ดีที่สุด!