กลไกการตรวจสอบการปล่อยก๊าชเรือนกระจก

กลไกการตรวจสอบการปล่อยก๊าชเรือนกระจก

วันนี้ขอพักเรื่องแผนสำรองในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกที่ผมเขียนต่อเนื่องไว้ก่อน

และจะขอเขียนเกี่ยวกับตรวจสอบบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศ Annex I ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และพิธีสารเกียวโต

ปีนี้ (2014) เป็นปีสุดท้าย ที่ประเทศสมาชิกของพิธีสารฯ จะต้องส่งบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯเพื่อทำการตรวจสอบและประเมินว่า การลดก๊าซเรือนกระจกของสมาชิกแต่ละประเทศทำได้ตามเป้าหมายที่ตกลงกันไว้หรือไม่ตามข้อตกลงของพิธีสารฯในช่วงแรก (first commitment period) ระหว่างปี 2008-2012 มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซลงรวมประมาณ 5% ของปริมาณการปล่อยในปีฐาน 1990 ส่วนในระยะที่ 2 ของพิธีสารฯ (second commitment period) จะดำเนินการระหว่างปี 2015-2020 แต่เป้าหมายยังเถียงกันไม่เสร็จ และมีหลายประเทศที่เคยร่วมในระยะแรกได้ถอนตัวออกไปจากพิธีสารฯแล้ว (เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา และออสเตรเลีย) คาดว่าเป้าหมายสำหรับการดำเนินการระยะที่ 2 น่าจะตกลงกันได้ในการประชุม COP21 ในปี 2015 ผู้อ่านที่ติดตามบทความของ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ คงทราบดีเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวเหล่านี้

เพื่อให้ทราบว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นได้ตามที่ตกลงไว้สมาชิกพิธีสารทุกประเทศต้องส่งบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ ที่กรุงบอนน์เป็นประจำทุกปี หลังจากสำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯได้รับรายงานบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะจัดให้มีการประเมินความถูกต้องของรายงานดังกล่าว มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ในประเด็นวิธีการคำนวณ การรายงาน และการควบคุมคุณภาพ โดยอิงตามที่กำหนดไว้ในคู่มือของ IPCC และตามมติการประชุม COP/CMP

ในการตรวจสอบรายงาน สำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ จะใช้ผู้เชี่ยวชาญหนึ่งคนตรวจสอบรายงานของ 1-2 ประเทศ โดยผู้เชี่ยวชาญจะแบ่งตามรายสาขา ได้แก่ ภาคพลังงาน ภาคกระบวนการอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ภาคการใช้ประโยชน์ที่ดินและป่าไม้ และภาคของเสีย การตรวจสอบรายงานดังกล่าวจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ใช้ผู้เชี่ยวชาญ 2 ทีม แต่ละทีมจะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา รวมกันประมาณ 14 คน ในแต่ละปีจะมีการตรวจสอบรวมประมาณ 6 สัปดาห์ (รวมประมาณ 30 กว่าประเทศ)

กระบวนการตรวจสอบจะเป็นลักษณะของแบ่งความรับผิดชอบและการวิเคราะห์รายงานร่วมกัน ผู้เชี่ยวชาญจะมีการสอบถามตอบข้อสงสัย ขอคำอธิบายหรือขอหลักฐาน ข้อมูลต่างๆ จากหน่วยงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่า ก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศส่งมานั้นถูกต้องและเป็นไปตามคู่มือการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก

การมาร่วมทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีของผมนั้น ทำติดต่อกันมาเป็นปีที่ 5 แล้ว ผมรับหน้าที่ตรวจสอบภาคการเกษตร ต้องยอมรับว่าไม่ใช่งานง่ายที่จะทำความเข้าใจกิจกรรมการเกษตรของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ปศุสัตว์และการจัดการมูลสัตว์ ที่มีความซับซ้อนไปตามลักษณะของประเทศนั้นๆ งานวิจัยเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปศุสัตว์และการจัดการมูลสัตว์ของประเทศเหล่านี้พัฒนาไปมาก เรียกได้ว่าพอเห็นโคนมหนึ่งตัว สามารถคิดภาพออกเลยว่า โคตัวนี้โตมาได้อย่างไร ลึกซึ้งถึงขั้นที่ว่าอาหารที่โคกินเข้าไปนั้น โคได้พลังงานออกมาเท่าไร ใช้พลังงานทำอะไรบ้าง (เติบโต ให้นม ทำงานให้คน เดินเล่น เป็นต้น) กลายเป็นเนื้อ นม อุจจาระ-ปัสสาวะเท่าไหร่และถ่ายมูลออกมาแล้วถูกใช้ ถูกเก็บไว้ที่ไหน นานเท่าไหร่

นี่คือตัวอย่างข้อมูลที่ประเทศเหล่านี้จัดเก็บและวิเคราะห์เพื่อประกอบการคำนวณก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีความยากในการตรวจสอบและวิเคราะห์ว่า ข้อมูลเหล่านี้จริงเท็จอย่างไร คำนวณถูกต้องไหม บรรยากาศการประเมินรายงานก็เครียดมาก ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนอ่านรายงานและข้อมูลต่างๆ อย่างเอาจริงเอาจัง และพยายามขุดหาความจริงให้กระจ่าง ถ้าพบว่าประเทศใดคำนวณการปล่อยก๊าซมาไม่ถูก ก็จะต้องเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญในการแสดงให้เห็นว่าไม่ถูกอย่างไร ประเทศนั้นก็ต้องหาหลักฐานคำอธิบายมายืนยัน หรือไม่ก็ต้องยอมตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ อย่างไรก็ตาม ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็จะมีคณะกรรมการมาช่วยไกล่เกลี่ย ซึ่งความเห็นของคณะกรรมการถือว่าสิ้นสุดตามนั้น ส่วนสำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯจะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับทั้งสองฝ่าย พร้อมสนับสนุนเครื่องมือต่างๆ ให้สามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายใต้ข้อตกลงที่ผ่านมา มีเพียงรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ Annex I เท่านั้นที่มีการตรวจสอบ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่า ประเทศเหล่านี้ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามที่ได้ตกลงกันไว้ ส่วนรายงานของประเทศกำลังพัฒนา ไม่ได้มีการตรวจสอบความถูกต้องแต่อย่างใด ความน่าเชื่อถือจึงไม่ค่อยมี ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนาไม่ยอมให้มีการตรวจสอบดังกล่าว และทุกครั้งที่มีการพูดถึงเรื่องนี้ในการประชุม COP ก็จะมีการคัดค้านหัวชนฝาจากประเทศกำลังพัฒนาทุกทีไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาพยายามเลี่ยงมาตลอด ในที่สุดก็หนีไม่พ้น ในปัจจุบัน UNFCCC กำลังจะให้มีการตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศกำลังพัฒนาแล้วโดยผ่านกลไกแบบอื่นๆ ที่คุ้นเคยกัน เช่น ระบบ MRV (Measurement, Reporting, and Verification)

การเข้าร่วมการตรวจสอบบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผมในครั้งนี้ ก็เหมือนครั้งก่อนๆ แต่ครั้งนี้เน้นเป็นพิเศษเพราะจะต้องสรุปกันแล้วว่าแต่ละประเทศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายตามพิธีสารฯหรือไม่ ถ้ามีข้อบกพร่อง ไม่ถูกต้อง หรือละเลยการคำนวณ ก็เป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับ first commitment period ของพิธีสารฯ ที่จะเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขได้

การตรวจสอบก็จะทำให้ผู้เชี่ยวชาญรู้จักข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศนั้นๆ อย่างหมดไส้หมดพุงกันเลยทีเดียว แต่ประเทศไหนเป็นอย่างไร ตามข้อตกลงก่อนการตรวจสอบ ถือว่าเป็นความลับไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ผมสามารถบอกผู้อ่านได้ว่า ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศที่เราเห็นว่าน่าจะดีเลิศหรู ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป แย่ๆ ก็มีเยอะ

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ในอีกไม่ช้าไม่นาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย ก็อาจจะถูกตรวจสอบโดยกระบวนการและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเช่นกันแต่ก็ต้องยอมรับว่า เรายังไม่มีความพร้อมเพื่อรองรับสิ่งเหล่านี้เลย เรายังขาดคนที่มีความเข้าใจในเนื้อหาสาระของคู่มือ IPCC เราต้องการระบบฐานข้อมูลและบุคลากรที่พร้อมจะอธิบายถึงที่มาที่ไปของข้อมูลที่ใช้และให้ความมั่นใจกับผู้ตรวจสอบว่า คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยถูกต้องและระบบมีประสิทธิภาพจริง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับประเทศในแถบอาเซียน เป็นที่น่าภูมิใจว่ามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทยเข้าร่วมการตรวจสอบรายงานของประเทศพัฒนาแล้วมากที่สุดและมีครบถ้วนทุกภาคการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (1-2 คนต่อภาคการปล่อย) แต่ถ้าจะเตรียมรับกับการตรวจสอบตามกลไก MRV จำนวนผู้เชี่ยวชาญที่มีอยู่ไม่เพียงพอแน่ ดังนั้น จึงน่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนในการเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านนี้และควรมีการผลักดันให้ผู้เชี่ยวชาญรายสาขาเหล่านี้สะสมประสบการณ์โดยเข้าร่วมกระบวนการการตรวจสอบรายงานของ UNFCCCให้มากขึ้น