ปมกฎหมายกรณีช่อง 3 กับ กสทช.

ปมกฎหมายกรณีช่อง 3 กับ กสทช.

“กฎกติกามีไว้ให้ปฏิบัติตาม ไม่ได้มีไว้ให้แหก” แต่บางคนก็อาจจะค้านว่าถ้ากฎไม่ดีก็ไม่เห็นต้องทำตาม

หรือถ้าคนที่ต้องทำตามยังไม่พร้อมก็น่าจะผ่อนปรนกันได้บ้าง? ในบทความนี้ เราไม่ได้จะมากล่าวหาว่าใครถูกใครผิด กรณีเรื่องวุ่นๆ เกี่ยวกับการออกอากาศของช่อง 3 อนาล็อก เรื่องนั้นผู้ที่จะตัดสินอาจจะต้องเป็นศาล (ซึ่งน่าจะเป็นทางออกสุดท้าย) แต่เราจะมาดูข้อกฎหมายบางข้อที่น่ารู้เพื่อคลายข้อสงสัยของทั้งคนดูทีวี และคนที่ไม่ดูทีวีกันค่ะ

กฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์หลักๆ มีอยู่สองฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 (“พ.ร.บ. กระจายเสียงและโทรทัศน์ 2551”) และอีกฉบับหนึ่งคือ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (“พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553”) ทั้งสองฉบับกำหนดว่า ผู้ที่จะประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ต้องได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. ก่อน ใครไม่มีใบอนุญาตก็จะประกอบกิจการไม่ได้ แต่ทั้งนี้ พ.ร.บ. กระจายเสียงและโทรทัศน์ 2551 มาตรา 75 (รวมทั้งรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ได้ถูกยกเลิกไป) บัญญัติคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับสัมปทานจนกว่าสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุด โดยวางหลักไว้ว่า แม้ว่าจะตั้ง กสทช. ขึ้นมาแล้วก็ตาม ก็จะต้องไม่กระทบกระเทือนถึงการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายที่ได้กระทำขึ้นก่อนที่กฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ

พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้ที่มีสัญญาสัมปทานในการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อยู่ก่อนแล้ว (อย่างเช่นช่อง 3) ก็ให้มีสิทธิประกอบกิจการต่อไปจนกว่าสัมปทานจะสิ้นสุดลง

แต่ประเด็นที่ถกเถียงกันวุ่นๆ อยู่ในขณะนี้ไม่ใช่ว่า ช่อง 3 อนาล็อกมีสิทธิแพร่ภาพต่อไปหรือไม่ แต่เป็นประเด็นว่า ช่อง 3 อนาล็อกมีสิทธิแพร่ภาพระบบอนาล็อกตามที่ได้รับสัมปทานมา คู่ขนานไปบนระบบดิจิทัล (ที่อีกบริษัทหนึ่งในเครือช่อง 3 เพิ่งได้รับใบอนุญาตตามระบบใหม่) หรือไม่?

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า ช่อง 3 ระบบอนาล็อก เป็นผู้รับใบอนุญาตตามกฎหมายหรือไม่ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า ช่อง 3 ระบบอนาล็อก เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้แพร่ภาพออกอากาศในระบบใด และกำลังแพร่ภาพออกอากาศถูกระบบ ถูกช่องทาง ตามสิทธิของตนเองตามกฎหมายหรือไม่?

ณ ปัจจุบัน ช่อง 3 อนาล็อกได้รับอนุญาตให้แพร่ภาพออกอากาศในระบบอนาล็อกเท่านั้น แต่มีความประสงค์ที่จะนำเนื้อหาในระบบอนาล็อกไปแพร่ภาพบนระบบดิจิทัลด้วย แต่การกระทำดังกล่าวติดข้อกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ประกอบการมีใบอนุญาตให้ประกอบกิจการที่ถูกประเภท

แล้วเพราะเหตุใดช่อง 3 อนาล็อกจึงไม่ไปขอใบอนุญาตให้แพร่ภาพในระบบดิจิทัล เรื่องนี้ทางช่อง 3 อนาล็อกชี้แจงว่า ช่อง 3 อนาล็อกโดยบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ไม่ได้เข้าร่วมประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัล เนื่องจากติดเงื่อนไขสัญญาสัมปทานเดิม ช่อง 3 อนาล็อกจึงไม่มีใบอนุญาตช่องรายการในระบบดิจิทัล และบริษัท บีอีซีมัลติมีเดีย จำกัด ซึ่งประมูลได้ช่องทีวีดิจิทัลมา 3 ช่อง ก็ไม่สามารถจะนำช่อง 3 อนาล็อกไปออกอากาศคู่ขนานได้ เนื่องจากจะไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ. กระจายเสียงและโทรทัศน์ 2551 และ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 ที่กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตจะต้องดำเนินการด้วยตนเอง

ในส่วนของ กสทช. ซึ่งมีคณะกรรมการย่อยที่ดูแลในเรื่องกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ คือ กสท. ดูเหมือนจะมีจุดยืนให้ช่อง 3 อนาล็อกมาดำเนินการขอใบอนุญาตช่องรายการในระบบดิจิทัลให้ถูกต้องแล้วก็จะสามารถแพร่ภาพบนระบบดิจิทัลได้ แต่ช่อง 3 อนาล็อกก็ดูเหมือนจะยังคงมีข้อขัดข้อง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะข้อกฎหมายดังนี้

พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 (มาตรา 42) ให้ กสทช. มีอำนาจกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และตาม พ.ร.บ. กระจายเสียงและโทรทัศน์ 2551 (มาตรา 19) ผู้รับใบอนุญาตต้องชำระค่าธรรมเนียมการใช้คลื่นความถี่ และการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แต่ละประเภทของใบอนุญาตเป็นรายปีตามอัตราที่ กสทช. กำหนด ซึ่งตามประกาศ กสทช. เรื่อง ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 อัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงกรณีรายได้เกิน 5 ล้านบาทขึ้นไปจะอยู่ที่ร้อยละ 2 นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ. กระจายเสียงและโทรทัศน์ 2551 ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการทางธุรกิจยังต้องนำส่งเงินรายปีเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (USO) ไม่เกินร้อยละ 2 ของรายได้ก่อนหักรายจ่ายที่ได้จากการโฆษณาทั้งทางตรงและทางอ้อมและรายได้อื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ตามที่ได้รับอนุญาตด้วย

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา กสท. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการแนวทางสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิทัล ด้วยการลดหย่อนค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ที่นำระบบอนาล็อกมาออกอากาศคู่ขนานในระบบดิจิทัลก่อนวันที่ 10 ตุลาคม 2557 โดยยกเว้นการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ที่ต้องจ่าย 2% และค่าธรรมเนียมรายปีเข้ากองทุน USO 2% ขณะที่ผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัลก็จะได้รับการลดหย่อนค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับการส่งเงินเข้ากองทุน USO โดยไม่ต้องจ่าย 2% เป็นเวลา 5 ปี แต่ยังคงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ที่ต้องจ่าย 2% เราก็ต้องมาดูกันว่า ข้อเสนอนี้จะจูงใจให้ช่อง 3 อนาล็อกมาขอใบอนุญาตเพื่อออกคู่ขนานในระบบดิจิทัลหรือไม่

พบกันใหม่คราวหน้าค่ะ