มาตรฐานกำกับดูแล สำคัญกว่าเรื่องราคาหุ้น

มาตรฐานกำกับดูแล สำคัญกว่าเรื่องราคาหุ้น

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวของสำนักงาน กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เริ่มวิตกกับราคาหลักทรัพย์ของบางบริษัทปรับตัวสูงขึ้น มากกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะราคาหลักทรัพย์ของบริษัทที่จำหน่ายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปหรือไอพีโอ เพื่อทำให้การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมทั้งราคาหุ้นของบริษัทขนาดเล็กที่มีการเคลื่อนไหว ในลักษณะการสร้างราคาของนักลงทุนใหญ่น้อย จนราคาสูงกว่าพื้นฐาน

ทั้งก.ล.ต.และตลท.ต่างพยายามหามาตรการเพื่อป้องกันการสร้างราคา นอกจากจะเป็นมาตรการทางกฎหมายแล้ว ทั้งสองหน่วยงานยังมีเครื่องมือหลายชิ้นที่นำมาใช้ เพื่อเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังการซื้อขายเป็นกรณีพิเศษ แต่ดูเหมือนว่าทั้งสองหน่วยงานยอมรับ ว่ามาตรการดังกล่าวนั้นแทบจะไม่มีผลใดๆต่อราคาหลักทรัพย์ ในทางตรงกันข้าม ยังราคากลับวิ่งขึ้นลงตามปกติของการซื้อขายที่ทั้งสองหน่วยงานวิตกกังวล เท่ากับว่าไม่สามารถทำอะไรได้ไปกว่าที่ทำอยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองหน่วยงานอาจตั้งความหวังในการแก้ปัญหาการสร้างราคาเกินพื้นฐาน คือ ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฉบับใหม่ ที่อยู่ระหว่างการเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยหวังว่าหากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ก็สามารถทำให้ทั้งสองหน่วยงานมีเครื่องมือในการควบคุมการสร้างราคาได้ เนื่องจากมีข้อกำหนดการดูแลและบทลงโทษหนักขึ้นหากกรณีนักลงทุนรายใดกระทำความผิด อีกทั้งทำให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

แต่ท่าทีของหน่วยงานต่อตลาดหุ้นนั้น ค่อนข้างมีความสับสนในตัวเองหลายด้าน ในช่วงจังหวะที่ตลาดหุ้นซบเซา ก็พยายามหากลยุทธ์ต่างๆให้เกิดการซื้อขายเพิ่มขึ้น แต่ในช่วงจังหวะขึ้นขาขึ้น ราคาทะยานขึ้นจนนักลงทุนรู้สึกว่าสูงเกินไป ก็ดูเหมือนว่าจะออกมาเตือนนักลงทุนทุกครั้ง คำถามก็คือ มีความจำเป็นหรือไม่ที่ก.ล.ต.หรือตลาดหลักทรัพย์จะแสดงบทบาทดังกล่าวในแต่ละช่วงจังหวะ เพราะนั่นเท่ากับว่าบทบาทของหน่วยงานที่ดูแลตลาดหุ้นมีบทบาทสองด้านในตัวเอง

เราต้องยอมรับว่าการไปห้ามหรือสกัดการเก็งกำไร ซึ่งเป็นต้นตอของราคาหุ้นขึ้นลงอย่างไร้เหตุผลนั้น เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ในยุคตลาดเสรี เพราะเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่นักลงทุนต้องการแสวงหากำไรสูงสุด ซึ่งเขาก็รู้ว่าผลตอบแทนสูงนั้นมาซึ่งความเสี่ยงที่สูงไปด้วย แต่ประเด็นสำคัญคือเรื่องกฎกติกาในการดูแลต่างห่างว่าสามารถทำให้เกิดความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับการซื้อขายหรือไม่ อาทิ พฤติกรรมของผู้ดูแลเป็นอย่างไร มีการเอื้อประโยชน์ให้เป็นกรณีพิเศษหรือไม่

เราเห็นว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดสำหรับหน่วยงานที่ดูแลตลาดหุ้น ไม่ใช่เรื่องการเคลื่อนไหวของราคาว่าสูงเกินไป หรือ ต่ำเกินไป แต่เป็นเรื่องการกำกับดูแลต่างหากว่ามีมาตรการที่เข้มงวดแค่ไหน หากมีมาตรการกำกับดูแลและดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีการเอื้อประโยชน์กับใครเป็นกรณีพิเศษ อีกทั้งกระทำกันอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลให้ตลาดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เราก็เชื่อว่าความกังวลดังกล่าวไม่น่ากังวล เพราะหากเห็นว่ามีปัญหา ก็สามารถออกกฎกติกามาดูแลได้ ดังนั้น ปัญหาของตลาดหุ้นไม่ใช่เรื่องการสร้างราคา แต่เป็นเรื่องการสร้างมาตรฐานการกำกับดูแลต่างหาก ว่าจะทำให้อย่างไรไม่ให้คนมองว่ากำลังกลายเป็นบ่อนการพนันอย่างถูกกฎหมาย