รอผลงานลดเหลื่อมล้ำ ปรับโครงสร้างภาษี

รอผลงานลดเหลื่อมล้ำ ปรับโครงสร้างภาษี

เสียงจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สะท้อนผ่านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภา คาดการณ์ว่า

ปีนี้อัตราการเติบโตของจีดีพีไทยจะอยู่ในระดับ 2% ส่วนการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวไม่เกิน 2% เนื่องจากแนวโน้มตลาดโลกไม่ดีทำให้ยอดส่งออกรถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย มียอดขายต่ำกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากกำลังซื้อในตลาดโลกชะลอจากสงครามในตะวันออกกลาง และยูเครน พร้อมแจกแจงผลการสำรวจความเชื่อมั่น ของภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือนส.ค.2557 พบว่า ดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 88.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 89.7 ในเดือนก.ค. ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 102.4 ปรับตัวลดลงจาก 103.1 ในเดือนก.ค.โดยค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ที่ลดลงเกิดจากองค์ประกอบ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขาย การผลิตและผลประกอบการที่ลดลงเนื่องจากผู้ประกอบการกังวลต่อการชะลอตัวของการบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับเป็นช่วงที่เกิดภาวะน้ำท่วมหลายจังหวัดและราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ

ทั้งนี้ ความกังวลต่อการชะลอตัวของการบริโภคภายในประเทศ สะท้อนจากดัชนียอดคำสั่งซื้อ และยอดขายในประเทศที่ลดลงจากเดือนก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคงทนประเภทรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในกลุ่มที่เน้นในประเทศดัชนีความเชื่อมั่นฯ เดือนส.ค.อยู่ที่ระดับ 89.9 ลดลงจาก 90.8 เมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา และมีดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 103.5 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 103.4 ในเดือนก.ค. ส่วนกลุ่มที่เน้นการส่งออกไปต่างประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นฯ เดือนส.ค.อยู่ที่ 83.0 เพิ่มขึ้นจากระดับ 82.8 ของเดือนก.ค.ที่ผ่านมา และมีดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 96.9 ลดลงจากระดับ 101.6 ของเดือนก.ค. ที่ผ่านมา

จากสภาวการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการต้องการให้ภาครัฐเร่งรัดการลงทุนโครงการต่างๆ ของภาครัฐ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมทั้งปรับหลักเกณฑ์การค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ออกมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพต่ำจากต่างประเทศ เพื่อปกป้องผู้บริโภคและผู้ประกอบการในประเทศ รวมถึงช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยเพื่อรองรับการเข้าสู่เออีซี และเรื่องใหญ่ คือ การพิจารณาชะลอการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มออกไปจนกว่าจะมีสัญญาณที่ดีทางเศรษฐกิจ จากปัจจุบัน ภาษีมูลค่าเพิ่มคงไว้ที่ 7% และมีแผนการเดิมจะปรับสู่ระดับปกติ 10% จนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยจะฟื้นตัว มีอัตราการเติบโตของจีดีพีไม่ต่ำกว่า 4.5% และการส่งออกขยายตัว 4-5%

ตามสภาพความเป็นจริงภาษีมูลค่าเพิ่มทุกวันนี้ ประชาชนทุกหมู่เหล่าต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะซื้อสินค้าใดที่ระบุต้องจ่ายภาษีดังกล่าว ซึ่งบางสินค้าอาจรวมอยู่ในราคาสินค้าเลย บางสินค้าอาจแสดงแยกภาษีมูลค่าเพิ่มออกมาชัดเจน ถือเป็นภาระที่ทัดเทียมทั่วหน้า ไม่ว่ายากจน หรือร่ำรวย ฉะนั้น เราจึงเห็นด้วยกับ ส.อ.ท.ที่เสนอรัฐบาลควรทบทวนชะลอการปรับภาษีมูลค่าเพิ่มออกไปก่อน และพิจารณาปรับตามสภาพเศรษฐกิจ และเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล และ ส.อ.ท.ที่สนับสนุนการปรับโครงสร้างภาษีมรดก ภาษีที่ดินที่ใครมีมากก็ควรต้องรับผิดชอบจ่ายมาก ซึ่งที่ผ่านมา การปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าวนับเป็นปัญหาท้าทายรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย