ลดอำนาจนักการเมือง ระวังเป็นสมบัติผลัดกันชม

ลดอำนาจนักการเมือง ระวังเป็นสมบัติผลัดกันชม

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่าเตรียมแก้ไขกฎระเบียบ การออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน

ร.ง.4 และใบอนุญาตอื่นของกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สอดคล้องกับกฎหมายควบคุมการออกใบอนุญาต ของหน่วยราชการ โดยคาดว่าจะเป็นกฎหมายฉบับแรก ที่ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งจะกำหนดกรอบเวลาอย่างเด่นชัดในการออกใบอนุญาตทุกประเภท และมีขั้นตอนการกำกับดูแลอย่างชัดเจน รวมทั้งโอนอำนาจการออกใบอนุญาตมาที่ข้าราชการประจำ เพื่อคานอำนาจกับรัฐมนตรี

หากมีการออกกฎหมายในลักษณะดังกล่าวจริง ก็หมายความว่าต่อจากนี้ไป อำนาจของข้าราชการประจำจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับข้าราชการการเมือง ซึ่งเป็นแนวทางที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวไว้ก่อนหน้านั้น แต่ยังไม่มีรายละเอียดมากนักว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่จากคำกล่าวของนายจักรมณฑ์เป็นสัญญาณว่าจากนี้ไป การออกใบอนุญาตต่างๆ ไม่เพียงแค่กระทรวงอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่รวมถึงหน่วยงานอื่นด้วย เท่ากับว่าอำนาจการพิจารณากลับมาอยู่ที่ข้าราชการประจำอีกครั้งหลังจากหมดบทบาทไปนาน

หากมองแง่ของอำนาจการเมืองแล้ว เราจะเห็นว่าการเมืองไทยที่ผ่านมา เกิดการช่วงชิงอำนาจระหว่างคนสองกลุ่มใหญ่ คือ ข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมือง ซึ่งในอดีต ข้าราชการประจำมีบทบาทอย่างมากในสังคมไทย แต่ภายหลังอำนาจถูกลดทอนลงไปหลังจากประเทศเดินเข้าสู่ประชาธิปไตยมากขึ้น โดยบทบาทกลับมาอยู่กับบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และหากพิจารณากันจริงๆแล้ว การแช่งชิงระหว่างคนสองกลุ่มนี้เปลี่ยนแปลงไปตามการเมืองระหว่างรัฐประหารกับการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ในช่วงที่มีการรัฐประหารทุกครั้ง เราจะเห็นบทบาทของข้าราชการประจำกลับมาอีกครั้ง ในบางกรณีก็มีเพิ่มขึ้นภายหลังการรัฐประหาร แต่เมื่อการเมืองกลับสู่ช่วงการเลือกตั้ง อำนาจของข้าราชการเมืองก็กลับมาอีกครั้ง ดังนั้น การดึงอำนาจการออกใบอนุญาตกลับไปอยู่ที่ข้าราชการประจำในครั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องอธิบายมากกว่าที่เป็นอยู่ กล่าวคือ ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าก่อนหน้านี้มีปัญหาอย่างไร อาทิ ล่าช้าเพราะมีการเรียกผลประโยชน์ และต้องสามารถชี้แจงกับประชาชนได้ว่าที่ผ่านมามีปัญหามากแค่ไหนเมื่ออำนาจอยู่กับนักการเมือง

ที่สำคัญ รัฐบาลต้องชี้แจงให้ชัด ว่าหากอำนาจตกอยู่กับข้าราชการประจำแล้ว จะส่งผลดีต่อการออกใบอนุญาตอย่างไร และจะมีอะไรมาป้องกันปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่อำนาจอยู่กับนักการเมือง เพราะเพียงแค่การกำหนดกรอบเวลาให้เร่งพิจารณาใบอนุญาตนั้นอาจไม่เพียงพอสำหรับการรับประกันว่าจะไม่เกิดปัญหาเหมือนที่เคยเกิดกับนักการเมืองมาแล้ว และต้องไม่ลืมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมานั้น ก็ล้วนแต่มีข้าราชการประจำเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการเกื้อหนุนให้ข้าราชการการเมืองเข้ามาแสวงหาประโยชน์เช่นเดียวกัน

เราเห็นว่าการถ่ายโอนอำนาจ จากฝ่ายการเมืองไปให้ข้าราชการประจำ หรือจะโอนกลับไปมาให้ใครก็ตามนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดของปัญหา แต่หัวใจสำคัญของเรื่องดังกล่าวอยู่ที่ขั้นตอนการพิจารณา และความเป็นมืออาชีพในการพิจารณาใบอนุญาตต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญ เราเห็นว่ากติกาอื่นๆทั้งหมดที่จะออกมากำกับดูแลข้าราชการนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสังคมได้ประโยชน์มากที่สุด หาไม่แล้ว การเปลี่ยนโอนอำนาจก็ไม่ต่างอะไรกับสมบัติผลัดกันชม แต่เกิดความเสียหายกับสังคมไม่ต่างกัน