จากโรดแมพสู่การปฏิบัติ

จากโรดแมพสู่การปฏิบัติ

การชี้แจงแนวทางการดำเนินงานตามโรดแมพ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. ที่มีการกำหนดกรอบเวลา

ในการดำเนินงานไว้ 3 ระยะ คือ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2557 อันถือเป็นช่วงการเตรียมการ เช่น การสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อยุติความแตกแยก การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนชาวนา การคลี่คลายเหตุด่วนเหตุร้ายต่างๆ รวมถึงการเตรียมการเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ส่วนระยะที่ 2 คือ เดือนกรกฎาคม 2557 เป็นต้นไป เป็นระยะปัจจุบันที่จะต้องจัดให้มีรัฐธรรมนูญชั่วคราว ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสนช. เพื่อให้กระบวนการบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปโดยสมบูรณ์ มีการเลือกนายกรัฐมนตรี มีคณะรัฐมนตรี จนมาถึงการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือสปช. เพื่อขับเคลื่อนกลไกการปฏิรูป สำหรับในระยะที่ 3 ซึ่งถือเป็นระยะสุดท้ายตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2558 เป็นต้นไป หลังจากมีการดำเนินการตามระยะที่ 2 เรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการเลือกตั้งและรัฐบาลตามปกติในการบริหารราชการแผ่นดิน ในช่วงเดือนตุลาคม 2558

จะเห็นได้ว่างานในระยะเร่งด่วนนั้น มีอาทิเช่น เร่งจ่ายงบลงทุนของงบประมาณ พ.ศ. 2557 ที่ยังค้างอยู่ก่อนที่จะพ้นกำหนดภายในสิ้นปีนี้ และสานต่อนโยบายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่คสช.ได้จัดทำไว้ โดยทั้งหมดนี้ให้ความสำคัญในการบูรณาการงบประมาณและความพร้อมในการดำเนินงาน รวมทั้งนำแหล่งเงินประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ประหยัด ไม่ซ้ำซ้อน ทบทวนภารกิจที่มีลักษณะไม่ยั่งยืนหรือสร้างภาระให้กับหนี้สาธารณะของประเทศเกินความจำเป็น

นอกจากนั้น ยังมีส่วนของการกระตุ้นการลงทุน ด้วยการเร่งพิจารณาโครงการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนักลงทุนยื่นขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนไว้แล้ว ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และนำโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานประเภทที่มีผลตอบแทนดี เช่น โครงการขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร มาจัดทำเป็นโครงการลงทุนร่วมกับเอกชน ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี ทั้งในวงการก่อสร้าง วงการอสังหาริมทรัพย์และตลาดการเงิน

ในส่วนของเกษตรกรที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศมาตลอดนั้น ก็จะมีมาตรการดูแลให้มีรายได้ที่เหมาะสม เช่น ลดต้นทุนการผลิต ช่วยเหลือเรื่องปัจจัยการผลิต ช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย ใช้กลไกตลาดดูแลสินค้าเกษตรประเภทที่ราคาต่ำผิดปกติ อีกทั้งยังจะชักจูงให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยว โดยพิจารณามาตรการลดผลกระทบจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางพื้นที่ ที่มีต่อการท่องเที่ยวในโอกาสแรกที่จะทำได้ และสร้างสิ่งจูงใจรวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกื้อกูลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว

มาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศ ในช่วงเวลาละเอียดอ่อน และถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านอีกครั้งหนึ่งของประเทศ ซึ่งการบริหารและกำกับดูแลเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนในทุกภาคส่วน ย่อมสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติ และเป็นการเรียกคืนความเชื่อมั่นจากชาติต่างๆ กลับมาได้ระดับหนึ่งด้วย จนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่สภาพปกติ ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาของประเทศมีหลายด้านและหลายระดับ ซึ่งก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและทุกระดับในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกันจึงจะสัมฤทธิผลมากที่สุด