การปฏิรูปกับเป้าหมายของประเทศไทยที่ไม่เคยมี

การปฏิรูปกับเป้าหมายของประเทศไทยที่ไม่เคยมี

รัฐบาลจีนประกาศตั้งเป้าหมายให้ประเทศตนเป็นประเทศพัฒนาแล้วในอีก 50 ปีข้างหน้า

รัฐบาลพม่าประกาศจะกลับมาเป็นผู้ส่งข้าวรายใหญ่ 1 ใน 3 ของโลกในเวลา 5 ปีนับจากนี้รัฐบาลมาเลเซียประกาศตั้งเป้าหมายให้ประเทศกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2020 แล้วใช่แต่ประกาศเฉยๆ นะครับ

ยกตัวอย่างในมาเลเซียที่ทุกองคาพยพทุกส่วนของประเทศไม่ว่าจะเอกชนและภาคราชการล้วนแต่ร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้ประเทศไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ภาครัฐนั้นผมได้แต่รับฟังและอ่านข่าวสารแต่ไม่เคยสัมผัส แต่ภาคเอกชนในมาเลเซียนั้น ผมได้สัมผัสได้เห็นอยู่แทบทุกเดือนที่ผมไปประชุมกรรมการธนาคารแห่งหนึ่งในมาเลเซีย ความคิดเห็นที่แสดงออกหรือการกระทำของผู้คนล้วนแต่สนับสนุนให้ประเทศมาเลเซียบรรลุเป้าหมายในปี 2020 ทำให้นึกถึงประเทศไทยที่ตั้งแต่เกิดมาจนบัดนี้ ยังไม่เคยได้ยินผู้นำประเทศไทยพูดออกมาเลยว่าประเทศไทยควรมีเป้าหมายยังไง ในระยะเวลาเท่าใด ที่ไม่พูดเพราะไม่มี “กี๋น” พอที่จะมองอนาคตของประเทศออกไปข้างหน้าอีกสิบปียี่สิบปี หรือเพราะความเป็นไทยที่อยู่ไปวันๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นอันจบหน้าที่ก็ไม่ทราบ

หากลองมานั่งวิเคราะห์ดูว่าสาเหตุที่ประเทศไทยไม่เคยมีเป้าหมายชัดเจน น่าจะมีสาเหตุหลายประการ

ประการแรกเลยคือนักการเมือง ที่มาเป็นรัฐบาล (ที่บางช่วงมาจากการเลือกตั้ง บางช่วงมาจากการแต่งตั้ง) ขาดองค์ความรู้ถึงรากลึกของปัญหาของประเทศ เมื่อขาดความรู้ถึงปัญหาก็แน่นอนที่จะไม่มีความรู้จริงถึงวิธีการแก้ปัญหา การที่เข้ามาทำงานภาคการเมืองในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียนั้น ต้องผ่านการทดสอบที่เข้มข้นถึงการรับรู้ปัญหาของประเทศก่อนเข้ามาทำงานการเมือง พรรคพีพีพีของสิงคโปร์ถึงขนาดใช้แบบทดสอบที่ใช้ในบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ข้างชาติมาเป็นแบบทดสอบกับผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในนามพรรครัฐมนตรีของสิงคโปร์จึงผ่านการทดสอบ ผ่านการทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทดสอบด้านความซื่อสัตย์สุจริตเป็นเวลานับสิบปีซึ่งต่างจากรัฐมนตรีเมืองไทยหากไม่ได้เป็นนายทุนพรรคหรือนอมินีนายทุนพรรค ก็เป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่สามารถประคองตัวจนเกษียณอายุราชการ

ประการต่อมาคือการขาดวิสัยทัศน์ในระดับสากล ซึ่งเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องจบการศึกษาเมืองนอกเมืองนาจากไหน แต่อาศัยการอ่านมาก การดูมาก การฟังมาก การวิเคราะห์ รวมทั้งประสบการณ์ในระดับภูมิภาคหรือระดับโลกยิ่งดี คนเป็นรัฐบาลในอดีตมักใช้ที่ปรึกษา แต่การที่ตัวเองไม่รู้ประสีประสา อะไรก็ต้องพึ่งที่ปรึกษา จึงทำให้ขาดความมั่นใจในการมองและกำหนดวิสัยทัศน์ในระดับสากล จะยกตัวอย่างสักเรื่องคือ ASEAN + 6 เรื่องนี้ประเทศไทยควรกำหนดเป้าหมายอย่างไร ผมว่านักการเมืองบ้านเราตอบไม่ได้หรอก

ประเทศไทยยังเป็นสังคมของความเป็นไทยๆ อันได้แก่ ความเห็นแก่พวก รุ่น เพื่อน การถือยศถาบรรดาศักดิ์ ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน การไม่รักษากฎกติกาลูบหน้าปะจมูก เหล่านี้ล้วนแต่ทำให้นักการเมืองไทยที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าจะประกาศเป้าหมายประเทศที่จัดเจน ปล่อยไปวันๆ เพื่อรักษาสถานภาพ รักษาพวกพ้องของตน รักษาสถานะในสังคมไทยของตน เพราะประกาศเป้าหมายประเทศที่ชัดเจนจะมีผลกระทบกับบุคคลหลายฝ่ายที่เป็นเพื่อน พวก รุ่น พี่น้อง ของตน โดยทิ้งปัญหาต่างๆ ไว้ใต้พรม

ประการต่อมาคือขาดความกล้า การขาดความกล้าหาญในการประกาศเป้าหมายนี้เกิดจากความกลัวคือกลัวว่าจะทำไม่ได้ กลัวเสียคะแนนเสียงความนิยม กลัวไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก นักการเมืองไทยส่วนใหญ่คิดแค่นี้จริงๆ เราน่าจะเลิกขี้อายขี้ขลาดและเลิกบุคลิกถ่อมตนในการทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ ผมเองไม่ได้ปลื้มกับ "คนดี" สักเท่าไหร่นักเพราะคนที่มีแต่ดีมักมีบุคลิกที่เอาแต่ตัวรอด รักษาพวกพ้อง ไม่ทำอะไรให้คนอื่นไม่ว่าชั่วหรือดีเดือดร้อน ต้องทั้งดีและกล้า

มองสภาปฏิรูปที่กำลังฮิตขณะนี้แล้วก็น่าเป็นห่วงเรื่องเป้าหมายประเทศไทยที่จะได้รับจากการปฏิรูปครั้งนี้ คสช.แบ่งกลุ่มเพื่อกำหนดให้มีการปฏิรูปออกเป็น 11 กลุ่มซึ่งจริงๆ แล้วคงต้องการเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นเพื่อการปฏิรูปในหลายๆ ด้านนอกจากใน 11 กลุ่มดังกล่าวด้วย และสมาชิกสภาปฏิรูปจะมาจากประชาชนหลายหมู่หลายเหล่าสาขาอาชีพทั่วประเทศ ร้อยพ่อพันแม่ แต่ละคนก็มีประเด็นเป้าหมายการปฏิรูปต่างกันออกไป เมื่อหลากหลายความเห็นหลากหลายความคิด สภาปฏิรูปจึงควรกำหนดเป้าหมายการทำงานซึ่งก็คือกำหนดเป้าหมายประเทศไทยว่าควรจะเป็นเช่นใดกันให้ตกผลึกเสียก่อน ก่อนแต่ละกลุ่มจะไปดำเนินการพิจารณาและเสนอแนวทางการปฏิรูปในการด้านของตน มิฉะนั้นเป้าหมายจะสะเปะสะปะต่างกลุ่มต่างคิดต่างทำไปคนละทิศคนละทาง ลงท้ายครบปีหน้าคงเสียของกันเป็นแน่

ผมจึงเห็นว่าการประชุมสมาชิกสภาปฏิรูปควรกำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศไทยโดยกำหนดไปเลยว่าในระยะเวลาจากนี้อีกกี่ปีประเทศไทยควรเป็นเช่นใด หากท่านมองไม่ออกผมจะลองกำหนดให้ว่าในระยะไม่นานจากนี้คือในอีก 5 ปีข้างหน้าคือ ในปี พ.ศ.2563 เป้าหมายประเทศไทยคือ

“ประเทศไทยจะต้องมีความมั่นคงทางการเมือง มีระดับการแข่งขันระหว่างประเทศอยู่ในอันดับไม่เกิน 20 ของการเปรียบเทียบทั่วโลก และประเทศไทยต้องเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งในแถบประเทศภาคพื้นดินของอาเซียน (Continental ASEAN) ได้แก่ มาเลเซีย พม่า ลาว เขมร เวียดนามและไทย”

ที่ผมไม่กล่าวถึงการปราบคอร์รัปชันหรือการปฏิรูประบบราชการเพราะประเด็นเหล่านั้นคือภาคปฏิบัติ เพราะหากเรามีการเมืองที่มั่นคง การปฏิรูประบบราชการย่อมเกิดขึ้นได้ หรือหากเราต้องการจะยกระดับการแข่งขันในเวทีสากล การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันหรือการปฏิรูปการศึกษาหรือการปฏิรูปกฎหมายให้เป็นที่น่าเชื่อถือของนานาชาติก็เป็นเรื่องที่ต้องทำให้บรรลุเป้าหมายและหากเรามีเป้าหมายให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่ง เราก็ต้องปฏิรูประบบภาษี ระบบกฎหมาย ระบบการขนส่งโครงสร้างพื้นฐาน

ดังนั้น การประชุมสภาปฏิรูป 2-3 ครั้งแรก สมาชิกสภาปฏิรูปจึงน่าจะประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อกำหนดเป้าหมายประเทศไทยให้ตกผลึก แล้วถือเป็นเป้าหมายในการเสนอความเห็นด้านการปฏิรูปในด้านต่างๆ ที่ท่านถนัดและรับฟังความเห็นจากประชาชนให้มากที่สุดเพื่อให้เกิดมักผลเป็นสาระ อย่าต่างคนต่างทำ และอย่าทำตัวเป็นไก่ในเล้าจิกตีกัดกันอย่างที่มีคนเริ่มปรามาสไว้แล้ว