ลดราคาน้ำมัน : ขั้นตอนแรกของการปรับโครงสร้างราคา

ลดราคาน้ำมัน : ขั้นตอนแรกของการปรับโครงสร้างราคา

ปฏิบัติการลดราคาน้ำมันในกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ครั้งใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมาของคสช.

ได้ก่อให้เกิดความปีติยินดีในหมู่ผู้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ร่วม 27 ล้านคันทั่วประเทศอย่างมากมาย

แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เกิดคำถามขึ้นมากมายเช่นเดียวกันว่า ทำไมจึงมีการลดราคาลงมาอย่างมากมายเช่นนี้ ทำไมลดเฉพาะกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ทำไมจึงขึ้นดีเซล ทำไมจึงลดราคาได้ ลดได้อย่างไร ทำไมรัฐบาลก่อนหน้านี้จึงทำไม่ได้ ลดแล้วจะยั่งยืนไหม จะกลับมาขึ้นอีกในภายหลังไหม (เหมือนที่รัฐบาลชุดที่แล้วเคยทำไหม) ลดอย่างนี้แล้วจะเกิดผลกระทบอะไรตามมาไหม

เพื่อความเข้าใจผมอยากจะเรียนว่า การลดราคาน้ำมันในครั้งนี้ไม่ใช่หรือไม่เหมือนกับการลดราคาในสมัยของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ เพราะตอนนั้นเป็นการลดราคาเพื่อสนองตอบการหาเสียงทางการเมือง ที่เคยหาเสียงเอาไว้ว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลจะลดราคาน้ำมันลงโดยเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังนั้นเมื่อชนะการเลือกตั้ง ได้จัดตั้งรัฐบาล จึงประกาศงดการเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ซึ่งมีผลให้ราคาน้ำมันเบนซินถูกลงทันทีลิตรละ 7 บาท แต่นักวิชาการ (รวมทั้งผมด้วย) ก็ได้ออกมาคัดค้าน และบอกว่าจะไม่ยั่งยืน ซึ่งในที่สุดรัฐบาลก็ต้องกลับมาเก็บเงินเข้ากองทุนฯเหมือนเดิม และเก็บในอัตราที่สูงขึ้นเสียด้วยซ้ำไป

แต่ในครั้งนี้การลดราคาเป็นส่วนหนึ่งหรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นก้าวแรกของการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่แท้จริง เพราะมีการปรับทั้งอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนฯ และอัตราภาษีสรรพสามิตควบคู่กันไป จึงทำให้ลดราคาน้ำมันในกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลงได้มาก และเกลี่ยเงินบางส่วนที่เก็บเข้ากองทุนฯในส่วนของน้ำมันดีเซลมาป็นภาษีสรรพสามิต รวมทั้งขึ้นราคาดีเซลลิตรละ 14 ส.ต. จึงทำให้รัฐไม่สูญเสียรายได้จากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันในกลุ่มเบนซินแก๊สโซฮอล์แต่อย่างใด แถมกลับมีรายได้เพิ่มจากภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอีกด้วย (หักกลบลบหนี้กันแล้ว กระทรวงการคลังมีรายได้เพิ่มขึ้นปิละเกือบ 5,000 ล้านบาท) ดังนั้นจึงตอบคำถามได้ว่า การลดราคาเที่ยวนี้ยั่งยืนแน่นอน

ส่วนคำถามที่ว่าทำไมถึงลดแต่กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ก็เป็นเพราะว่ากลุ่มผู้ใช้กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ได้รับความไม่เป็นธรรมจากโครงสร้างราคาที่บิดเบือนมากที่สุด เพราะจ่ายภาษีสรรพสามิตและเงินเก็บเข้ากองทุนในอัตราสูงที่สุด โดยผู้ใช้เบนซิน 95 จ่ายทั้งภาษีและกองทุนฯรวมทั้งสิ้น 23 บาท/ลิตร คิดเป็น 47% ของราคาขายปลีก ผู้ใช้แก๊สโซฮอล์ก็จ่าย 12-14 บาท/ลิตร คิดเป็น 33-37% ของราคาขายปลีก ซึ่งเงินที่เก็บเข้ากองทุนฯก็เอาไปอุดหนุนผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีให้ได้ใช้ก๊าซในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนนั่นเอง

ส่วนคำถามที่ว่าทำไมคสช.ทำได้ ก่อนหน้านี้ทำไมทำไม่ได้ ผลประโยชน์ไปตกอยู่กับใครท่านก็คงเห็นแล้วนะครับว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการตัดสินใจด้านนโยบาย ไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เพราะเป็นการลดภาษีและเงินเก็บเข้ากองทุนฯ และต้องบอกว่าที่ทำได้เพราะสถานการณ์พลังงานโลกเอื้ออำนวยด้วยนะครับ เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นขาลง ทำให้ก่อนหน้านี้มีการเก็บเงินจากผู้ใช้เบนซิน/แก๊สโซฮอล์เข้ากองทุนเพิ่มไปแล้วถึง 1.55-1.85 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังพบว่าในสื่อบางฉบับมีคอลัมนิสต์บางคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองว่า การลดราคาน้ำมันเบนซิน 95 ลงถึงลิตรละ 3.89 บาท/ลิตร และขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 14 ส.ต./ลิตร เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะเป็นการลดราคาน้ำมันให้คนรวย แต่กลับไปเพิ่มภาระให้คนจนต้องใช้น้ำมันแพงขึ้น

ข้อวิพากษ์นี้ถ้าพูดลอยๆ โดยไม่ได้ไปย้อนดูที่มาที่ไปของโครงสร้างราคาในอดีตก็น่าจะเป็นจริง แต่ถ้าเราย้อนไปดูโครงสร้างราคาก่อนลดราคา เราจะพบว่าคนที่ใช้น้ำมันเบนซินคือกลุ่มคนที่ถูกเพิ่มภาษีสรรพสามิตและเงินเก็บเข้ากองทุนฯมาโดยตลอด แม้แต่ก่อนลดราคาสองอาทิตย์คนใช้เบนซินก็ยังถูกเก็บเงินเข้ากองทุนฯเพิ่มจากลิตรละ 10 บาท เป็นลิตรละ 11.85 บาท ทั้งๆ ที่ควรจะได้ลดราคาตามกลไกตลาดก็ไม่ได้ลด

ซึ่งเงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนฯนี้ ถ้านำเข้าเป็นรายได้ของรัฐ (เหมือนภาษีสรรพสามิต) เพื่อไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เป็นไร พอจะทำใจได้ แต่นี่กลับนำเงินกองทุนน้ำมันฯไปอุดหนุนให้คนใช้ก๊าซแอลพีจีได้ในราคาถูกกว่าต้นทุนที่แท้จริง และในบางครั้งก็ยังนำไปอุดหนุนคนใช้น้ำมันดีเซลให้ได้ใช้น้ำมันดีเซลในราคาไม่เกินลิตรละ 30 บาทอีกด้วย

ส่วนคนใช้น้ำมันดีเซลนั้น นอกจากได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯเป็นครั้งคราวแล้ว ยังได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตจากรัฐบาลมาเป็นเวลานานถึง 3 ปี 4 เดือนแล้ว โดยลดลงจากลิตรละ 5.31 บาท ลงเหลือเพียง 0.005 บาท/ลิตร (ลิตรละครึ่งสตางค์) ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปปีละ 1 แสนล้านบาท รวมทั้งสิ้น 360,000 ล้านบาท

ดังนั้นการที่คสช.ตัดสินใจปรับโครงสร้างราคาน้ำมันในครั้งนี้จึงเท่ากับเป็นการคืนความชอบธรรมให้กับผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์นั่นเอง เพราะเป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระภาษีสรรพสามิตและกองทุนน้ำมันฯที่สูงแทนผู้ใช้กลุ่มอื่นมาโดยตลอด

ส่วนการขึ้นราคาดีเซลเพียงลิตรละ 14 ส.ต.นั้น จะนับว่าเป็นการขึ้นราคาก็คงพูดได้ไม่ถนัดปากนัก เพราะเป็นการปรับกลับไปใช้ราคาเดิมที่ไม่เกินเพดาน 30 บาท/ลิตร (29.99 บาท) ที่รัฐบาลตรึงราคามาเป็นเวลา 3 ปี 4 เดือนแล้ว (คสช.เพิ่งจะมาลดราคาลงเหลือ 29.85 บาท/ลิตร เมื่อสองเดือนที่แล้วนี่เอง ซึ่งความจริงไม่ควรจะลดเลย) จึงไม่มีเหตุผลที่จะพูดว่าเป็นการขึ้นราคาแต่อย่างใด

ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงที่มาที่ไปและเหตุผลเพื่อความเป็นธรรมของผู้ใช้น้ำมันทุกกลุ่มแล้ว ผมเห็นว่าที่คสช.ได้ตัดสินใจทำไปนั้นชอบแล้ว และที่ควรทำต่อเนื่องไปให้การปรับโครงสร้างราคามีความสมบูรณ์มากขึ้นก็คือการปรับราคาก๊าซแอลพีจีทั้งภาคครัวเรือนและขนส่งให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ซึ่งขณะนี้เป็นภาคที่ได้เปรียบมากที่สุด ควรปรับราคาขึ้นโดยเร็วที่สุด

อย่างน้อยขึ้นมาให้เท่ากับภาคครัวเรือนก่อนก็ยังดีครับ !!!